ดูดไขมันเหนียงมีข้อเสียอะไรบ้าง? เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจทำ!

เหนียงหรือคางสองชั้นเป็นปัญหาที่ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจ เพราะอาจทำให้ใบหน้าดูกลมและขาดมิติ แม้ว่าการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารจะช่วยลดไขมันในร่างกายได้ แต่บางครั้งไขมันบริเวณเหนียงก็เป็นส่วนที่ลดได้ยาก การดูดไขมันเหนียงจึงกลายเป็นตัวเลือกในการแก้ปัญหาที่ได้รับความนิยม เพราะช่วยให้ใบหน้าดูเรียวขึ้นอย่างรวดเร็ว

หลายคนอาจสงสัยว่า ดูดไขมันเหนียงปลอดภัยหรือไม่? มีข้อเสียอะไรบ้าง? การตัดสินใจทำหัตถการใดๆ ควรมีข้อมูลที่ครบถ้วนทั้งข้อดีและข้อเสีย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดค่ะ
บทความนี้จะอธิบายเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับการดูดไขมันเหนียง ตั้งแต่ ข้อดี-ข้อเสีย, ขั้นตอนการทำ, ผลข้างเคียง, และวิธีเลือกคลินิกที่ปลอดภัย รวมถึงแนวทางการลดความเสี่ยงและการดูแลตัวเองก่อน-หลังทำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยที่สุดค่ะ

หัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อเสียของการดูดไขมันเหนียง

 

ดูดไขมันเหนียงคืออะไร? ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?


การดูดไขมันเหนียง คือกระบวนการกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณใต้คางโดยใช้เทคนิคดูดไขมันเหนียง เช่น VASER, BodyTite หรือ PAL ซึ่งช่วยทำให้ใบหน้าดูเรียวและโครงหน้าชัดขึ้น ปัญหาหลักที่วิธีนี้สามารถแก้ไขได้คือการสะสมของไขมันในบริเวณใต้คางที่อาจเกิดจากพันธุกรรม, อายุที่เพิ่มขึ้น หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและขาดการออกกำลังกาย การดูดไขมันเหนียงช่วยปรับรูปหน้าให้ดูสมดุลและทำให้กรอบหน้าคมชัดขึ้นอย่างถาวร หากดูแลตัวเองหลังทำอย่างเหมาะสม

ดูดไขมันเหนียงช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?

  • ลดไขมันสะสมใต้คางและลำคอ
  • ทำให้กรอบหน้าชัดขึ้น หน้าเรียวขึ้น
  • ลดปัญหาคางสองชั้น ทำให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น

ดูดไขมันเหนียงเหมาะและไม่เหมาะกับใคร?

ดูดไขมันเหนียงเหมาะกับใครบ้าง?

การดูดไขมันเหนียงเป็นหัตถการที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมใต้คางมากจนทำให้เกิดปัญหาคางสองชั้นและใบหน้าดูอวบอิ่มเกินไป  และเป็นไขมันชั้นใต้ผิวหนังเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถลดไขมันบริเวณนี้ได้ด้วยการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร นอกจากนี้ ยังเหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักตัวคงที่และมีสุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้ ผู้ที่มีผิวหนังหย่อนคล้อย หรือเป็นจากโครงสร้างกล้ามเนื้อแยก หรือไขมันสสมชั้นลึกร่วมด้วย อาจต้องทำการกระชับผิวร่วมด้วย เช่น โปรแกรม J Plasma เพื่อกระชับผิว หรือ DPLnecklift ดึงคอแผลสั้นใต้คาง เพื่อตัดไขมันชั้นลึกและเย็บกระชับกล้ามเนื้อคอร่วมด้วยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ดูดไขมันเหนียงไม่เหมาะกับใคร?


การดูดไขมันเหนียงเพียงอย่างเดียวจะไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเหนียง จากความหย่อนคล้อยของผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ เพราะการดูดไขมันนอกจากจะไม่ช่วยรักษาเหนียงแล้ว จะยิ่งทำให้เห็นเหนียงหย่อนคล้อยชัดมากขึ้นได้และสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนขั้นรุนแรง ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หรือโรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่อยู่ระหว่างให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการทำหัตถการนี้ เป็นข้อห้ามในการทำศัลยกรรมใดๆ

ขั้นตอนการดูดไขมันเหนียงทำอย่างไร?


กระบวนการดูดไขมันเหนียงเริ่มจากการเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินปริมาณไขมันและสภาพผิวของผู้เข้ารับบริการ จากนั้นแพทย์จะอธิบายเทคนิคที่เหมาะสมและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนทำ ซึ่งรวมถึงการงดอาหารเสริมบางชนิด งดแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ในช่วงก่อนและหลังทำหัตถการ

เมื่อถึงวันทำ แพทย์จะทำการฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายและลดอาการเจ็บปวด จากนั้นจะทำการดูดไขมันออกโดยใช้เครื่องมือเฉพาะทาง หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ คนไข้จะต้องใส่ผ้ารัดกระชับเหนียงเป็นเวลา 24ชม.ต่อวัน อย่างน้อย 3วัน เพื่อลดบวมและช่วยให้ผิวกระชับเข้ารูป

ข้อดีของการดูดไขมันเหนียง

การดูดไขมันเหนียงมีข้อดีหลายประการ ได้แก่ การกำจัดเซลล์ไขมันอย่างถาวร ทำให้กรอบหน้าชัดขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว และแผลมีขนาดเล็ก3mm.  ซ่อนบริเวณใต้คาง ทำให้ฟื้นตัวไวเมื่อเทียบกับการศัลยกรรมประเภทอื่น นอกจากนี้ ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานหากมีการดูแลสุขภาพที่ดีหลังทำ

 

ข้อเสียของการดูดไขมันเหนียง

แม้ว่าการดูดไขมันเหนียงจะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อเสียที่ต้องพิจารณา เช่น อาการบวมช้ำที่อาจเกิดขึ้นในช่วงแรก รวมถึงความเสี่ยงของการติดเชื้อหากไม่ดูแลแผลให้ดี อีกทั้งหากแพทย์ไม่มีความชำนาญ อาจเกิดภาวะผิวไม่เรียบหรือพังผืดได้ ผู้ที่มีไขมันสะสมมากอาจต้องทำหัตถการอื่นร่วมด้วย เช่น โปรแกรม J Plasma หรือ DPL Necklift เพื่อช่วยให้ผิวกระชับขึ้น ที่ Issavee Clinic มีเทคนิคในการการยกกระชับ

โปรแกรม J Plasma เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานพลาสมาเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ช่วยให้ผิวที่หย่อนคล้อยหลังการดูดไขมันกระชับขึ้นทันที วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีไขมันเยอะและมีความเสี่ยงที่ผิวจะหย่อนคล้อยหลังทำ


DPL Necklift เป็นการตัดไขมันชั้นลึก และเย็บยกกระชับกล้ามเนื้อคอ ปรับโครงสร้างมุมคอ สำหรับคนที่เป็นเหนียงกรรมพันธุ์ หรือมีคอหย่อนคล้อยไม่กระชับ การดูดไขมันอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นความแตกต่าง เพราะกล้ามเนื้อยังคงหย่อนอยู่ DPL Necklift จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาที่เห็นผลลัพธ์หลังทำทันทีควบคู่การกับดูดไขมันเหนียง ช่วยให้โครงสร้างกล้ามเนื้อคอแน่นขึ้น มุมคอชัดขึ้น ลดความหย่อนคล้อย และช่วยให้ผิวยกกระชับค่ะ

 


การเลือกทำ โปรแกรม J Plasma หรือ DPL ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคลเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ 

บทความที่เกี่ยวข้อง : ทำ J Plasma พร้อมดูดไขมัน เหนียงราคา ปลอดภัยไหม รีวิวหลังทำ

วิธีการดูแลหลังดูดไขมันเหนียงที่ถูกต้องเพื่อลดผลข้างเคียง

การดูแลตัวเองหลังจากการดูดไขมันเหนียงเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสมบูรณ์และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:

  1. ควรสวมผ้ารัดเหนียงตลอด 24 ชั่วโมงในช่วง 3 วันแรก และหลังจากนั้นใส่เฉพาะช่วงกลางคืนอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพื่อช่วยลดอาการบวมและกระชับผิวให้เข้ารูปเร็วขึ้น
  2. ควรนอนยกศีรษะสูง และแหงนศีรษะขึ้นเล็กน้อย เพื่อลดอาการบวม และป้องกันการพับของชุดกระชับ โดยใช้หมอนรองคอหรือหมอนสูงเพื่อช่วยให้ของเหลวระบายออกจากใบหน้าได้ดีขึ้น
  3. อาหารเค็มและโซเดียมสูงจะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำและเกิดอาการบวมได้นานขึ้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และช่วยลดการอักเสบ เช่น ผัก ผลไม้ และโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ
  4. ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพราะสารเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการฟื้นฟูของร่างกายและทำให้แผลหายช้าลง
  5. ควรหลีกเลี่ยงการจับหรือกดแรงๆ บริเวณเหนียงที่ทำการดูดไขมัน เพื่อป้องกันการอักเสบและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
  6. น้ำช่วยขับของเสียออกจากร่างกายและลดอาการบวมได้เร็วขึ้น ในขณะที่การนอนพักผ่อนช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
  7. หากแพทย์แนะนำให้ทานยาแก้อักเสบหรือยาแก้ปวด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และหากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมแดงมากผิดปกติ มีไข้สูง หรือมีอาการติดเชื้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
  8. ควรงดออกกำลังกายหนัก เช่น วิ่ง หรือยกน้ำหนัก เป็นเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และสามารถเริ่มทำกิจกรรมเบาๆ ได้หลังจาก 2 สัปดาห์ เช่น การเดินเบาๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
  9. เมื่อครบ 3-4 สัปดาห์ แพทย์อาจแนะนำให้ทำการนวดกระชับเพื่อช่วยลดความแข็งตึงบริเวณที่รักษาและลดโอกาสเกิดพังผืด ทำให้ผิวกระชับเข้าที่เร็วมากขึ้น
  10. ควรเข้าพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจเช็คผลลัพธ์และดูแลการฟื้นตัวให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ที่สุด

การดูแลหลังดูดไขมันเหนียงที่ถูกต้องจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ลดผลข้างเคียง และทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดก็จะช่วยให้ผิวกระชับและใบหน้าดูเรียวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ไขมันจะกลับมาอีกหรือไม่? ทำอย่างไรให้เห็นผลถาวร?

ไขมันที่ถูกดูดออกไปแล้วจะไม่กลับมาในบริเวณเดิม แต่หากมีการเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น ไขมันอาจไปสะสมในบริเวณอื่นแทน ดังนั้น ผู้ที่ทำการดูดไขมันเหนียงควรควบคุมน้ำหนักและรับประทานอาหารที่สมดุล รวมถึงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้ยาวนานที่สุด

และการปรับพฤติกรรมเพื่อลดเหนียงหย่อนคล้อย เช่น การเลี่ยงการก้มหน้ากดคอเป็นเวลานาน การเกร็งลำคอจากการพูดคุยหรือเคี้ยวของเหนียวๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ เหนียงกลับมาหย่อนคลอยได้

 

ดูดไขมันเหนียงอันตรายไหม? ผลข้างเคียงหลังจากดูดไขมันเหนียง

หากทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และคลินิกที่ได้มาตรฐาน การดูดไขมันเหนียงถือเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการโดยบุคลากรที่ไม่มีความชำนาญ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ ผิวไม่เรียบ หรือเกิดพังผืดใต้ผิวหนัง

ดูดไขมันเหนียงที่ไหนดี? เลือกคลินิกอย่างไรให้ปลอดภัย

การเลือกคลินิกสำหรับดูดไขมันเหนียงควรพิจารณาจากปัจจัยหลัก ๆ เช่น การได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข แพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะด้าน และควรตรวจสอบรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงเพื่อเพิ่มความมั่นใจก่อนตัดสินใจ

ดูดไขมันเหนียงดีไหม? คุ้มค่าหรือไม่?

การดูดไขมันเหนียงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้นอย่างรวดเร็วและถาวร อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลและเลือกทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

รีวิวดูดไขมันเหนียงที่ Issavee Clinic

 

 

 

 

 

ติดต่อเรา/ปรึกษาแพทย์