รวมทุกเรื่องก่อนศัลยกรรมจมูก

 

การเสริมจมูก หรือ Rhinoplasty คือการผ่าตัดที่เปลี่ยนรูปร่างของจมูก ไม่ว่าจะเป็นการทำให้สันหรือปลายจมูกโด่งขึ้น การทำให้จมูกรูปร่างเหมาะสมและสวยงามมากยิ่งขึ้น การผ่าตัดเสริมจมูกไม่เพียงแต่ได้ความสวยงามเท่านั้น ในคนไข้ที่มีปัญหาทางเดินหายใจส่วนบนก็สามารถแก้ไขปัญหาของทางเดินหายใจให้โล่งและหายใจสะดวกมากขึ้นได้อีกด้วย

การผ่าตัดแก้ไขจมูกในอดีตเริ่มจากการแก้ไขจมูกที่ผิดรูปจากอุบัติเหตุหรือเสริมสร้างจมูกภายหลังจากการผ่าตัดเนื้องอกหรือมะเร็งต่างๆ ต่อมามีการพัฒนาเทคนิคเพื่อการจากการผ่าตัดซ่อมแซมจมูก (Nasal Reconstruction) มาสู่การผ่าตัดเสริมสวยมากขึ้น (Aesthetic Rhinoplasty Surgery) ในปัจจุบันมีการศึกษาและเข้าใจเกี่ยวกับกายวิภาคและโครงสร้างจมูกเพิ่มมากขึ้น ทำให้การผ่าตัดเสริมสร้างจมูกในปัจจุบันได้ทั้งความสวยงาม (Aesthetic) เหมาะสมกับสัดส่วนใบหน้าของคนไข้ในแต่ละคน (Individualization) และสามารถจัดการกับปัญหาทางเดินหายใจส่วนบนที่ผิดปกติในครั้งเดียวกัน

ความเชื่อที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมจมูก

1. การเสริมจมูกเหมาะกับผู้หญิงเท่านั้น จริงๆ แล้วการผ่าตัดเสริมจมูกไม่ได้เหมาะกับผู้หญิงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในผู้ชายก็สามาถทำผ่าตัดเสริมจมูกได้เช่นกัน จากสถิติพบว่า การเสริมจมูกในผู้ชายมีมากถึง 25% ของการเสริมจมูกทั้งหมด อย่างไรก็ตามในเพศชาย การเสริมจมูกจะมีความแตกต่างจากผู้หญิงทั้งในเรื่องของรูปทรงและสัดส่วนของจมูก และอาจจะมีการผ่าตัดลดกระดูกฮัมพ์ร่วมด้วย (Hump Reduction Surgery)

2. การผ่าตัดจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty) บวมและต้องพักฟื้นนานกว่าการทำผ่าตัดจมูกแบบปิด (Closed Rhinoplasty) ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ระยะพักฟื้นและความบวม แทบจะไม่มีความแตกต่างกัน การทำผ่าตัดจมูกแบบเปิดหรือ Open Rhinoplasty จะสามารถหยุดเลือดด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ได้ในระหว่างการผ่าตัด ซึ่งไม่สามารถทำได้ในการผ่าตัดจมูกแบบปิด เพราะฉะนั้นความช้ำหรือบวมอาจจะเกิดน้อยกว่าด้วยซ้ำ

3. การผ่าตัดเสริมจมูกสามารถทำเพื่อให้จมูกโด่งและสวยงามขึ้นเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว ในคนไข้บางกลุ่มอาจจะจำเป็นต้องมีการผ่าตัดลดความสูงของจมูกบางส่วนเช่น ส่วนของกระดูกฮัมพ์ (Hump Nose Deformity) เพื่อให้จมูกมีรูปร่างและสัดส่วนเหมาะสมกับใบหน้ามากขึ้น รวมทั้งในคนไข้ที่มีปัญหาทางเดินหายใจส่วนบน บางปัญหาสามาถแก้ไขไปพร้อมๆกับการผ่าตัดเสริมจมูกแบบเปิดได้ เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วการผ่าตัดเสริมจมูกสามารถเพิ่มหรือลดความสูง เพื่อให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับใบหน้า และสามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างของจมูกเพื่อทำให้การหายใจดีขึ้นได้

4. หลังผ่าตัดจะได้ตามแบบ (Reference) ที่นำมาเลยไหม คำตอบคือทั้งใช่และไม่ใช่ค่ะ การผ่าตัดเสริมจมูกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือความเหมาะสมในแต่ละบุคคลหรือ Individualization แบบที่คนไข้นำมาส่วนใหญคุณหมอผ่าตัดจะนำมาพิจารณาประกอบกับสัดส่วนของใบหน้า ความปลอดภัยและทรงที่ได้ต้องยั่งยืนอยู่กับคนไข้ไปได้ตลอดโดยก่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าแบบที่นำมาเหมาะสมและสามารถทำได้ คุณหมอก็จะพิจารณาทำตามแบบที่คนไข้ต้องการ แต่ถ้าแบบที่นำมาไม่เหมาะกับใบหน้าหรืออาจจะฝืนเนื้อเยื่อซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต อาจจะจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้ความเหมาะสมและปลอดภัยมากที่สุด
 

สำหรับหมอ การเสริมจมูก ไม่ใช่แค่การ “ใส่ซิลิโคนให้จมูกโด่ง” แต่เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบของจมูก ในมิติต่าง ๆ แล้วทำการปรับแต่งอย่างละเอียด ทั้งความยาว ความเอียง ความสูงของสันจมูก มุมของปลายจมูก และความสมดุลกับหน้าผาก ปาก และคาง เพื่อให้ใบหน้าโดยรวมดูสมดุลและดูดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
 

 

ประเภทของการเสริมจมูก

การเสริมจมูกแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ:

  1. การเสริมจมูกครั้งแรก (Primary Rhinoplasty): เป็นการผ่าตัดเพื่อเพิ่มความโด่ง ความยาว หรือปรับรูปร่างให้เหมาะกับโครงหน้า เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่เคยผ่าตัดจมูกมาก่อน และมีเนื้อจมูกเดิมเพียงพอ 
  2. การแก้จมูก (Revision Rhinoplasty): เป็นการผ่าตัดแก้ไขจากเคสเก่าที่มีปัญหา เช่น ซิลิโคนลอย ปลายจมูกบาง ทรงไม่สวย หรือหายใจลำบาก การแก้มักจะต้องใช้เทคนิคซับซ้อนมากขึ้น เช่น การเปิดโครงสร้าง (Open Rhinoplasty) และใช้กระดูกอ่อนซี่โครงมาช่วยเสริม แต่ในท่านที่ปัญหาไม่มาก ก็อาจใช้การผ่าแบบ Closed Rhinoplasty ได้ค่ะ
     

จมูกในอุดมคติ แบบคนไทยคือแบบไหน


จมูกที่สวยในคนไทย ไม่ใช่การเสริมให้โด่งที่สุด พุ่งที่สุด เสมอไป แต่ต้องเป็นจมูกที่เหมาะสมกับใบหน้าของชาวเอเชีย ที่มักมีสันจมูกไม่สูง มีฐานกว้าง ปลายกลมเนื้อเยอะ การทำจมูกจึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละคน และวิเคราะห์ใบหน้าตามลักษณะเฉพาะเหล่านี้ด้วย

  • Golden Ratio: ความยาวของใบหน้า (จากไรผมถึงคาง) ควรแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กัน และความกว้างของปีกจมูกควรใกล้เคียงกับระยะห่างของหัวตา
  • องศาระหว่างจมูกกับหน้าผาก (Nasofrontal angle): ควรอยู่ประมาณ 120–130 องศา ถ้าแบนเกินจะดูไม่มีมิติ ถ้าคมเกินจะดูแข็ง
  • องศาปลายจมูกกับริมฝีปาก (Nasolabial angle): ผู้หญิงเอเชียเหมาะกับช่วง 95–105 องศา ถ้ามากไปจะดูเชิด ถ้าน้อยไปจะดูงุ้ม
  • ปีกจมูกควรมีความกว้างเท่ากับระยะห่างของหัวตา หรือกว้างกว่าหัวตาไม่เกิน 2 มม.
  • ปลายจมูกควรจะต้องอยู่ปลายสุดของสันจมูก

จุดสำคัญคือ "จมูกที่ออกแบบใหม่ต้องไม่ฝืนเนื้อ ไม่บีบปลาย ไม่ยืดผิวเกินศักยภาพ" ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอให้ความสำคัญเสมอในการวางแผนการรักษากับคนไข้ค่ะ

 

เสริมจมูกแบบปิด (Closed) และแบบเปิด (Open) ต่างกันอย่างไร?

 

 

1) ความแตกต่างระหว่าง Closed และ Open Rhinoplasty

การเสริมจมูกทำได้ 2 แบบ แบ่งตามตำแหน่งของแผลผ่าตัด และการเปิดโครงสร้างภายในจมูก ได้แก่:


เสริมจมูกแบบปิด (Closed Rhinoplasty)

  • แผลจะอยู่ ซ่อนอยู่ภายในรูจมูก ไม่มีรอยแผลที่ผิวด้านนอก
  • หมอจะเปิดแผลเล็ก ๆ แล้วใช้การสอดเครื่องมือผ่านแผลเล็ก ๆ นี้ เพื่อเสริมซิลิโคน หรือเสริมกระดูกอ่อนภายใน โดยไม่ได้เปิดโครงสร้างทั้งหมดของจมูกให้เห็นโดยตรง
  • เหมาะกับเคสที่โครงสร้างจมูกเดิมค่อนข้างดี เช่น ต้องการเพิ่มสันหรือตกแต่งปลายเล็กน้อย


เสริมจมูกแบบเปิด “โอเพ่น” (Open Rhinoplasty)

  • เป็นการเสริมจมูก ที่หมอจะเปิดดูโครงสร้างจมูกทั้งหมด โดยไม่มีอะไรบัง ทำให้สามารถปรับแก้โครงสร้างที่ซับซ้อนได้ละเอียดและแม่นยำที่สุด
  • จะมีแผลเล็ก ๆ ที่ ฐานกลางจมูก (columella) เชื่อมกับแผลในรูจมูกที่มองไม่เห็น
  • เหมาะกับเคสที่ต้องการแก้ไขโครงสร้าง เช่น ปลายใหญ่ จมูกเบี้ยว เคสแก้ หรือคนที่ต้องการเพิ่มความยาวของจมูก
     

 

 

เทคนิคเสริมจมูกของอิสสวีร์คลินิก


เพื่อผลลัพธ์ที่เน้นทั้งความสวยงาม และความปลอดภัยสุงสุด หมอได้ใช้เทคนิคที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละบุคคล ทั้งการเสริมจมูกแบบปิด (Closed) และ เสริมจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty)

Unique Nose เสริมจมูกแบบปิด ซ่อนแผล

เทคนิค Unique Nose ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมจมูกให้ดูดีอย่างเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และ เหมาะกับโครงหน้าของแต่ละบุคคล โดยไม่ต้องเปิดโครงสร้างจมูกแบบเต็มรูปแบบ

จุดเด่นของ Unique Nose

  • ดีไซน์ทรงเฉพาะบุคคล (Individualized Design): ไม่ใช้ซิลิโคนสำเร็จรูป แต่เหลาเคสต่อเคส เพื่อให้จมูกรับกับหน้าผาก คาง และปาก
  • ออกแบบร่วมกับหมอได้: คนไข้สามารถแสดงความชอบ และคุยกับหมอโดยตรงก่อนวางแผนการผ่าตัด
  • วัสดุคุณภาพสูง: ใช้ซิลิโคนเกรดพรีเมียมจาก USA (หรือตัวเลือกอื่นตามความเหมาะสม)
  • ผ่าตัดโดยแพทย์เฉพาะทาง: มันใจด้วยการผ่าตัดกับแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่ง 
  • มาตรฐานปลอดเชื้อ: ใช้อุปกรณ์ Medical Grade ทั้งหมดในห้องผ่าตัดเฉพาะ

เหมาะกับ: เสริมจมูกครั้งแรก / โครงสร้างเดิมดี / ต้องการพักฟื้นไว
 

รองปลายจมูก คืออะไร? เลือกแบบไหนดี

 


1) รองปลายจมูก คืออะไร?

การรองปลายจมูกคือ การเสริมวัสดุไว้ที่บริเวณปลายจมูก ระหว่างผิวหนังกับแท่งซิลิโคน (หรือโครงสร้างที่เสริมเข้าไป) เพื่อกันไม่ให้ซิลิโคนดันผิวจนบางหรือทะลุในระยะยาว และเพื่อช่วยให้ปลายจมูกดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

โดยเฉพาะในคนเอเชียที่มีผิวปลายจมูกบาง หรือเนื้อจมูกน้อย การรองปลายเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในระยะยาวด้วยค่ะ
 


2) ทำไมจึงต้องรองปลาย?

  • ลดความเสี่ยงปลายบาง / ทะลุ: ปลายจมูกเป็นบริเวณที่มีแรงกดจากซิลิโคนมากที่สุด หากไม่รองปลาย อาจเกิดการกดทับของซิลิโคนกับผิวโดยตรง
  • ช่วยปรับทรงปลายจมูก : ทำให้ทรงจมูกกลมกลืน ไม่แหลม ไม่แข็ง หรือดูเป็นแท่ง
  • เสริมความมั่นคง: ในเทคนิค open การรองปลายด้วยกระดูกอ่อนสามารถช่วยให้โครงสร้างโดยรวมแข็งแรงและคงรูปได้ดีขึ้น

หมอจะพิจารณารองปลายในเกือบทุกเคส โดยเฉพาะถ้าเป็นคนผิวบาง เนื้อจมูกน้อย หรือเคยเสริมจมูกมาก่อนแล้วค่ะ
 


3) วัสดุที่ใช้รองปลายจมูก มีกี่แบบ?

1. กระดูกอ่อนหลังหู (Ear Cartilage)

  • ได้จากร่างกายตัวเอง เจ็บน้อย แผลเล็กหลังใบหู
  • ข้อดี: ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง อยู่ได้นาน ไม่ค่อยยุบตัว 
  • ข้อจำกัด: มีปริมาณไม่มาก ใช้ได้ในเคสทั่วไปแบบ Closed แต่ไม่พอสำหรับเคสแก้ซับซ้อน

2. เนื้อเยื่อก้นกบ (Dermal-Fat Graft)

  • ผิวหนังและไขมันจากบริเวณก้นกบ (หรือสะโพก)
  • ข้อดี: มีความหนา นุ่ม ละมุน 
  • ข้อจำกัด: มักมีการยุบตัวลงเล็กน้อยเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ความโด่ง ความพุ่งของปลายจมูกลดลง และต้องมีแผลผ่าตัดบริเวณก้นกบ (แผลประมาณ 2-3 ซม.)

3. เนื้อเยื่อเทียม (เช่น ePTFE หรือ Alloderm)

  • ข้อดี: ไม่ต้องผ่าตัดเอาเนื้อออกจากตัวเอง ไม่ต้องมีแผลผ่าเอากระดูกอ่อน
  • ข้อจำกัด: มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาแทรกซ้อน เพิ่มโอกาสติดเชื้อมากกว่าวัสดุจากร่างกาย

ที่ Issavee Clinic หมอเน้นวัสดุที่มาจากร่างกายตัวเองมากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว สำหรับแต่ละท่านจะเหมาะกับแบบไหน หมอจะพิจารณาเป็นบุคคลไปค่ะ

4) รองปลายแบบไหนที่เหมาะกับคุณ?

ที่ Issavee Clinic หมอเน้นวัสดุที่มาจากร่างกายตัวเองมากที่สุดจึงไม่แนะนำการใช้เนื้อเยื่อเทียม เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาวค่ะ

สำหรับท่านที่ปลายหนา เนื้อเยอะ ไม่เคยเสริมจมูกมาก่อน หรือเลือกการเสริมแบบ Closed Unique Nose หมอก็จะเลือกใช้ กระดูกอ่อนหลังหู เนื้อเยื่อก้นกบ เป็นหลัก ส่วนท่านที่ไม่ต้องการมีแผล และปลายไม่ได้บางมากก็จะเลือกใช้เนื้อเยื่อเทียมค่ะ

 

 

 


 

OPEN REF Reconz™ เสริมจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty)


OPEN REF Reconz™ เป็นเทคนิคเฉพาะของ Issavee Clinic สำหรับเคสที่ต้องการแก้ไขโครงสร้างจมูก หรือเปลี่ยนแปลงทรงอย่างชัดเจน โดยมีจุดเด่นคือการใช้กระดูกอ่อนจากร่างกายตนเองเพื่อสร้างโครงสร้างใหม่ที่แข็งแรงที่สุด พร้อมแก้ไขปัญหาด้านการหายใจควบคู่ไปด้วย

R = Rib Cartilage (กระดูกอ่อนซี่โครง):
ใช้กระดูกอ่อนซี่โครงเป็นโครงสร้างหลักของจมูก แทนการใช้ซิลิโคน
มีความแข็งแรงที่สุด ยืดหยุ่นสูง และได้ปลายจมูกที่สวยงาม เทียบกับการใช้กระดูกอ่อนหลังหู
ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงระยะยาว เช่น ปลายบาง ปลายทะลุ หรือจมูกหดรั้งในอนาคต

E = Evergreen Aesthetic (ความงามที่ยั่งยืน):
ไม่ตามแฟชั่น แต่ดีไซน์ทรงที่ รับกับใบหน้าในระยะยาว ดูดีแม้เวลาผ่านไป
คนไข้ยังคงความเป็นตัวเอง ไม่หลุดจากเอกลักษณ์เฉพาะตัว

F = Functional Reconstruction (การปรับโครงสร้างเพื่อการใช้งานที่ดีขึ้น):
ไม่ได้ดูแค่ความสวย แต่ยังวางโครงสร้างใหม่เพื่อ ช่วยให้หายใจดีขึ้น
เหมาะกับคนที่มีปัญหาโพรงจมูกแคบ ผนังกั้นคด หรือมีภูมิแพ้เรื้อรัง

เหมาะกับ : เคสแก้, แกนเบี้ยว ,มีฮัมพ์สูง , ปลายจมูกใหญ่ , จมูกสั้น , ปลายจมูกบาง

     การทำ open rhinoplasty จะต้องใช้กระดูกอ่อนจากร่างกายในการแก้ไขโครงสร้าง รวมถึงอาจมีการใช้ซิลิโคนบริเวณสันร่วมด้วย (hybrid open rhinoplasty) โดยกระดูกอ่อนที่สามารถนำมาใช้ได้จะนำมาจาก 3ที่หลักๆได้แก่
 


1. กระดูกอ่อนหลังหู Ear Cartilage

กระดูกอ่อนหลังหูเป็นกระดูกอ่อนที่ใช้มากที่สุดในการเสริมจมูก เนื่องจากรูปร่างและลักษณะใกล้เคียงกับกระดูกอ่อนในจมูก อีกทั้งการผ่าตัดกระดูกอ่อนทำได้ง่าย หลังผ่าตัดเจ็บค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับกระดูกอ่อนซี่โครง แต่ข้อเสียคือได้ปริมาณค่อนข้างน้อย มักจะจำเป็นต้องใช้ร่วมกับกระดูกอ่อนจากส่วนอื่นเช่นกระดูกอ่อนแกนกลางจมูก หรือกระดูกอ่อนซี่โครง ซึ่งจะไม่เหมาะในคนไข้ที่จำเป็นต้องแก้ปัญหาโครงสร้างที่ค่อนข้างเยอะ

2. กระดูกอ่อนแกนกลางจมูก (Nasal Septum)

เป็นกระดูกอ่อนที่เป็นส่วนโครงสร้างของจมูก ซึ่งในคนเอเชียกระดูกอ่อนส่วนนี้จะค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับ Caucasian กระดูกอ่อนแกนกลางจมูกจะมีลักษณะค่อนข้างตรง เหมาะกับการนำไปใช้เพื่อยืดแกนกลางจมูก แต่เนื้อจากกระดูกอ่อนส่วนนี้มีค่อนข้างน้อย มักต้องใช้ร่วมกับกระดูกอ่อนหลังหูในการทำผ่าตัด open rhinoplasty อีกทั้งยังพบว่า การนำกระดูกอ่อนแกนกลางจมูกมาใช้ในปริมาณมากเกินไป ในระยะยาวอาจจะทำให้โครงสร้างจมูกไม่แข็งแรงได้

3. กระดูกอ่อนซี่โครง (Rib Cartilage)

การใช้กระดูกอ่อนซี่โครงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเคสแก้จมูกในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น การแก้จมูกมักต้องการโครงสร้างที่แข็งแรงจากกระดูกอ่อนซี่โครง ซึ่งกระดูกอ่อนซี่โครงสามารถนำมาแก้ไขและเสริมสร้างส่วนต่างๆของโครงสร้างจมูกได้ เช่นยืดแกนกลางจมูก เพิ่มปลายจมูก เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกอ่อนส่วนต่างๆ ของจมูก ยืดปลายจมูก รวมถึงสามารถนำมาเสริมบริเวณสันเพื่อเพิ่มความโด่งได้อีกด้วย แต่การผ่าตัดนำกระดูกอ่อนซี่โครงมาใช้ ต้องอาศัยความชำนาญเนื่องจากสามารถเกิดเยื่อหุ้มปอดฉีกขาดเกิดลมรั่วในปอด หรือเกิดอาการปวดเรื้อรังจากการบาดเจ็บเส้นประสาทบริเวณซี่โครงได้ 

การทำ Open Rhinoplasty สามารถทำได้ทั้งในเคสเสริมใหม่และเคสแก้ รวมถึงสามารถแก้ไขโครงสร้างจมูกได้ดีมากกว่าวิธี Closed Rhinoplasty แต่การผ่าตัดต้องอาศัยแพทย์ที่ชำนาญและเข้าใจกายวิภาคของจมูก ถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี 
 

 

เคสแก้จมูก (Revision Rhinoplasty) รักษาแบบไหน?


การ "แก้จมูก" คือการทำจมูกครั้งที่สอง (หรือมากกว่านั้น) เพื่อแก้ไขทรงที่ไม่รับกับใบหน้า หรือมีปัญหาทางโครงสร้าง เช่น ซิลิโคนเบี้ยว ซิลิโคนลอย ปลายทะลุ ติดเชื้อ 

โดยทั่วไป การเสริมจมูกครั้งแรกจะผ่าตัดง่ายกว่าการแก้จมูก ที่ต้องเจอกับปัญหาเหล่านี้ค่ะ :

  • พังผืดหรือแผลเดิมจากการผ่าตัดก่อนหน้า
  • โครงสร้างกระดูกอ่อนอาจถูกตัดผิดหรือบิดเบี้ยวไปแล้ว
  • เนื้อเยื่อบางลงจากการกดทับ หรือการติดเชื้อในรอบแรก
  • บางรายไม่มีเนื้อพอ หรือไม่มีวัสดุที่สามารถนำมาใช้ซ้ำได้ ต้องใช้กระดูกอ่อนจากร่างกาย (เช่น กระดูกอ่อนซี่โครง)

 


2) ทำไมการแก้จมูกต้องใช้เทคนิค "Open Rhinoplasty"?

การแก้จมูกด้วยเทคนิค open มีข้อดีคือ:

  • มองเห็นพังผืด / แผลเก่า / ปัญหาทางโครงสร้างทั้งหมดชัดเจน
  • สามารถรื้อโครงสร้างเดิม และวางโครงสร้างใหม่ได้อย่างแม่นยำ
  • ใส่กระดูกอ่อน (จากกระดูกอ่อนซี่โครง / กระดูกอ่อนหลังหู) ได้อย่างปลอดภัย
  • ปรับการหายใจได้พร้อมกัน เช่น แก้ผนังกั้นคด หรือขยายโพรงจมูก

กรณีที่ปัญหายังไม่มาก เนื้อเยื่อจมูกยังดี ก็อาจพิจารณาแก้ด้วยเทคนิค Closed ได้ในบางท่านค่ะ

3) เทคนิค REF Reconz™ สำหรับเคสแก้จมูก (เฉพาะที่ Issavee Clinic)

ที่ Issavee Clinic หมอนุ่นเลือกใช้เทคนิคเฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับการแก้จมูกโดยเฉพาะ คือ REF Reconz™ Open Rhinoplasty ซึ่งเน้นทั้งความสวยงามและความปลอดภัย ดังนี้:

  • เปิดโครงสร้างทั้งหมด (Open Approach) เพื่อให้เห็นทุกปัญหา
  • ใช้ กระดูกอ่อนซี่โครง (Rib Cartilage) ในการวางโครงสร้างใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม
  • ส่วนปลายจมูกจะเสริมสร้างด้วยกระดูกอ่อนร่วมกับเนื้อเยื่อของร่างกาย เพื่อป้องกันปลายบางหรือทะลุ  (Multi-layered Grafting)
  • ปรับโพรงจมูก + การหายใจร่วมด้วย หากมีปัญหาทางเดินหายใจหรือภูมิแพ้

เทคนิคนี้ออกแบบมาเพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน ไม่กลับมามีปัญหาเดิมซ้ำซาก และยังดูเป็นธรรมชาติไม่แข็ง

คุณเหมาะกับการทำจมูกหรือไม่?

เหมาะสำหรับ:

  • ผู้ที่สันจมูกไม่ชัด จมูกสั้น ปลายทู่ ปลายกลมใหญ่ ต้องการปรับจมูกให้ดูมีมิติขึ้น
  • คนที่มีปัญหาโครงสร้าง เช่น จมูกเบี้ยว รูจมูกไม่เท่ากัน หรือหายใจไม่สะดวก
  • คนที่เคยเสริมจมูกมาแล้ว แต่ทรงไม่เข้ากับหน้า หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปลายบาง ซิลิโคนลอย 

ควรชะลอหรือปรึกษาแพทย์ก่อน:

  • ผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 16 ปี หรือผู้ชายที่ต่ำกว่า 17 ปี เนื่องจากโครงสร้างกระดูกใบหน้ายังไม่สมบูรณ์ (หรือรอให้หยุดสูงก่อน อย่างน้อย 1 ปี)
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ที่ยังควบคุมไม่ได้ เช่น เบาหวานหรือความดันสูง
  • ผู้ที่สูบบุหรี่จัด และไม่สามารถหยุดสูบได้ 1–2 เดือน ทั้งก่อนและหลังผ่าตัด
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบ หรือสิวอักเสบบริเวณจมูก ควรรักษาให้หายดีก่อน เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อหลังผ่าตัดค่ะ

การดูแลก่อนและหลังการเสริมจมูก


การเตรียมตัวก่อนทำ

  • งดน้ำและอาหาร 8 ชั่วโมงก่อนเวลาผ่าตัด (กรณี OPEN REF Reconz)
  • ล้างหน้าสระผมเช้าวันผ่าตัด เช็ดจมูกให้สะอาด ระวังอย่าให้มีสิวขึ้นบริเวณจมูก และใกล้เคียง
  • งดหรือเลิกสูบบุหรี่อย่างน้อย 4 สัปดาห์ ก่อนและหลังผ่าตัด
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 3-7 วัน ก่อนผ่าตัด และ 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด 
  • งดยา อาหารเสริม สมุนไพร และ วิตามิน 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด (ยาคุมทานได้ปกติ)
  • เตรียมใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบาย ถอดใส่ง่าย แนะนำกระดุมหน้าค่ะ 
  • งดแต่งหน้า ใส่คอนแทคเลนส์ และทาเล็บในวันผ่าตัด

 


การดูแลหลังการผ่าตัดเสริมจมูก

ที่อิสสวีร์คลินิก เรามีทีม After Care คอยดูแลหลังผ่าตัดทุกเคส พร้อมบริการฉายแสง LED ลดบวม ทำแผล และให้คำปรึกษาตลอดการพักฟื้น เพราะการดูแลหลังผ่าตัดก็สำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่น ๆ เลยค่ะ

72 ชั่วโมงแรก:

  • ประคบเย็นบ่อย ๆ โดยเฉพาะรอบดวงตาและหน้าผาก ช่วยลดบวมได้ดี
  • ทางคลินิกมีบริการฉายแสง LED ลดบวม ให้ฟรีทุกเคส (แนะนำมาทำ 1–3 วันแรก)

 

 

  • ทำความสะอาดแผลโดยเช็ดด้วยน้ำเกลือ และทาขี้ผึ้งฆ่าเชื้อ วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลจมูกโดนน้ำโดยตรง (เช่น ขณะล้างหน้า อาบน้ำ)
  • ถ้าใช้กระดูกซี่โครง: บริเวณแผลจะติดพลาสเตอร์กันน้ำ สามารถอาบน้ำได้ปกติ

วันที่ 4 เป็นต้นไป:

  • เริ่มล้างหน้าเบา ๆ ได้ตามปกติ แต่ยังควรหลีกเลี่ยงการกดแรงบริเวณจมูก
  • อาการบวมจะเริ่มลดลง สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบตามปกติ เช่น ออกไปข้างนอก เดินช้อปปิ้ง

วันที่ 7–14:

  • นัดตัดไหมตามตำแหน่งต่าง ๆ (เช่น จมูก หลังหู แล้วแต่ละเคส)
  • รอยช้ำจะค่อย ๆ จางลงเกือบหมดในช่วงสัปดาห์ที่ 2-4

ข้อควรระวัง

  • เลี่ยงการใส่แว่น 1 เดือน เพราะอาจกดจมูกที่ยังไม่เข้าที่
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย 1 เดือน
  • เลี่ยงการเล่นกีฬาหรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทกจมูก อย่างน้อย 6 สัปดาห์

เดือนที่ 3–6:

  • ทรงจมูกจะเริ่มเข้าที่ ~80–90% เห็นความกลมกลืนกับใบหน้าชัดเจน
  • ในเคส open หรือใช้กระดูกอ่อนซี่โครง อาจมีปลายจมูกลดลงเล็กน้อยหลังยุบบวม ถือเป็นเรื่องปกติ

เดือนที่ 6–12:

  • โครงสร้างภายในจมูกจะเซ็ตตัวสมบูรณ์ ทรงจมูกนิ่ง สวยธรรมชาติ
  • หากเป็นเคสแก้ ควรติดตามอาการกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง

 


ผลข้างเคียงที่อาจเจอได้จากการผ่าตัดเสริมจมูก

  • ติดเชื้อ มักเกิดในเคสที่มีซิลิโคนหรือวัสดุเทียมต่างๆ เช่น เนื้อเยื่อเทียม กระดูกซี่โครงเทียมเป็นต้น
  • ผิวหนังบริเวณจมูกบางลง หรือทะลุ 
  • เลือดคั่งในจมูก
  • ผิวหนังขาดเลือด 
  • พังผืดหดรั้ง 
  • ทรงไม่เป็นไปตามต้องการ เช่นโด่งเกินไปหรือเตี้ยเกินไป
  • ซิลิโคนลอยหรือเบี้ยวเอียง 

การป้องกันภาวะต่างๆสามารถทำได้โดย การทำผ่าตัดแบบปราศจากเชื้อโดยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน หลีกเลี่ยงหรือใช้วัสดุเทียมให้น้อยที่สุด ทรงจมูกจะต้องไม่ฝืนเนื้อเยื่อตามธรรมชาติมากเกินไป ถึงแม้ทำทุกขั้นตอนตามที่กล่าวมาก ภาวะแทรกซ้อนต่างๆยังสามารถเกิดได้ โดยผู้รับบริการควรศึกษาและเข้าใจความเสี่ยงทั้งหมดก่อนที่จะรับการผ่าตัด

เสริมจมูกราคาเท่าไหร่

  • closed rhinoplasty Unique Nose ราคาประมาณ 20,000-80,000 บาท ขึ้นกับแต่ละบุคคล
  • Open REF Reconz Rhinoplasty   ราคาประมาณ 150,000–250,000 บาท ขึ้นกับแต่ละบุคคล

 

มาตรฐานห้องผ่าตัดของ Issavee Clinic

 

 

ทำความรู้จัก คุณหมอนุ่น

 


คุณหมอนุ่น ผศ.พญ.วรางคณา ตันอารีย์ (ว.38463)
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง

 

 

 

ติดต่อเรา/ปรึกษาแพทย์