ที่อิสสวีร์คลินิก เราไม่ได้มุ่งแค่ “ดูดไขมัน” แต่เรายังให้ความสำคัญกับ การกระชับผิว และ ปรับสัดส่วน ให้ลงตัวในทุกมิติ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานกว่า 10 ปี ทีมแพทย์ของเราได้พัฒนาเทคนิคการดูดไขมัน FibroSonic TripleLayer Liposuction (FTL) ควบคู่กับการกระชับผิวด้วย J-Plasma เพื่อมอบผลลัพธ์ที่ต่างจากการดูดไขมันทั่วไปอย่างชัดเจน
สารบัญ (Table of Contents)
- J-Plasma คืออะไร?
- พลาสมา (Plasma) คืออะไร?
- J-Plasma ทำงานอย่างไร?
- J-Plasma เหมาะกับใคร?
- คุณสมบัติเด่นของ J-Plasma
- เปรียบเทียบกับเครื่องมืออื่น ๆ
- โปรแกรมผสาน FTL Liposuction และ J-Plasma
- รูป Before & After (B&A)
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
J-Plasma คืออะไร?
J-Plasma คือ เทคโนโลยี Helium Plasma ผสาน RF ที่ปล่อยพลังงานเข้าใต้ชั้นผิว ผ่านแผลผ่าตัดเล็ก ๆ ด้วยอุณหภูมิสูงถึง 85-100°C เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และทำให้คอลลาเจนเดิมเกิดการหดตัวทันที แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยในจุดที่เลเซอร์ปกติจากภายนอกไม่สามารถเข้าถึงได้ ใช้งานได้ทั้งการกระชับผิวร่วมกับการดูดไขมัน หรือใช้เดี่ยว ๆ ในกรณีที่ผิวหย่อนคล้อยมาก เช่น หน้าท้องหลังคลอด ผิวหย่อนจากการลดน้ำหนัก หรือบริเวณใบหน้า ลำคอ ที่หย่อนคล้อยมาก ๆ ก็ได้เช่นกัน
ในอดีตเทคโนโลยีนี้เรียกว่า J-Plasma แต่ในปัจจุบันมีการรีแบรนด์โดยบริษัทผู้ผลิตทำให้ อาจเรียกอีกชื่อได้ว่า “Renuvion” ซึ่งจุดสำคัญที่ทำให้ J-Plasma หรือ Renuvion ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มแพทย์ศัลยกรรม คือ ประสิทธิภาพในการกระชับที่เห็นผลได้จริง การควบคุมความร้อนได้ดี ซึ่งลดความเสี่ยงของการเบิร์นผิว (Thermal Injury) และยังสามารถใช้ได้กับหลายตำแหน่ง ทั้งใบหน้า และลำตัว ทั้งยังช่วยแทนที่การผ่าตัดดึงหนังในหลายท่านอีกด้วย
พลาสมา (Plasma) คืออะไร?
พลาสมาเป็นสถานะที่ 4 ของสสาร ซึ่งปกติเราจะรู้จักว่า สสารประกอบด้วย ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ แต่ยังมีสถานะที่ 4 นี้ก็คือ พลาสมา ซึ่งเป็นก๊าซที่ถูกกระตุ้นด้วยพลังงานจนเกิดการแตกตัว (Ionization) ทำให้อะตอมในก๊าซมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกและมีอิเล็กตรอนอิสระที่เคลื่อนไหวได้ จึงทำให้พลาสมามีคุณสมบัติพิเศษ เช่น การนำไฟฟ้าและการควบคุมพลังงานอย่างแม่นยำ
J-Plasma ทำงานอย่างไร
เทคโนโลยี J-Plasma เป็นการใช้ก๊าซฮีเลียม (Helium Gas) ผสานกับ พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) เพื่อสร้าง Helium Plasma ที่ให้พลังงานความร้อนอย่างปลอดภัยและแม่นยำ โดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้:
1. ปล่อยพลังงานใต้ชั้นผิว: พลาสมาที่เกิดขึ้นจะถูกส่งผ่านปลายเครื่องมือขนาดเล็กไปยังใต้ผิวหนัง ในชั้นคอลลาเจนรอบทิศทาง
2. กระตุ้นการหดตัวของคอลลาเจน: ความร้อนที่สูงถึง 85-100 ํC จากพลาสมาจะทำให้คอลลาเจนในชั้นผิวเกิดการหดตัวทันที ทำให้หลังทำเราสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้เลย 20-30%
3. สร้างคอลลาเจนใหม่: ในระยะ 3-6 เดือนหลังทำ คอลลาเจนใหม่จะถูกสร้างขึ้น (ผ่านการกระตุ้นเซลล์ Fibroblast) เมื่อผสานกับผลการหดตัวของคอลลาเจนเก่าด้วย ก็จะเป็นช่วงที่ผลลัพธ์ออกมาชัดเจน
J-Plasma เหมาะกับใคร?
1. ผู้ที่ต้องการกระชับผิวมาก ๆ หลังดูดไขมัน
หากผิวไม่แข็งแรง มีรอยแตกลาย หรือความหย่อนคล้อยอยู่แล้ว หรือในบางท่านที่ต้องการผิวหนังให้กระชับมาก ๆ การทำ sexy line หรือทำ six-pack การทำ J-Plasma พร้อมการดูดไขมันในตำแหน่งนั้นจึงเหมาะสมมากเพราะจะให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ซึ่ง J-plasma สามารถทำได้ทุกตำแหน่งควบคู่ไปกับการดูดไขมัน
2. ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยหลังคลอด หรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
ในกรณีที่ผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่นไปมากแล้ว เช่น หลังการคลอดหรือการลดน้ำหนักมาก ๆ ในระยะเวลาอันสั้น การทำ J-Plasma ก็สามารถฟื้นฟูความกระชับได้มาก ในท่านที่ต้องการให้มีความกระชับมากขึ้น โดยไม่อยากผ่าตัดเย็บผิวหนัง
3. ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยบริเวณใบหน้าและลำคอ
สาเหตุของเหนียง และคอที่เหี่ยว มีทั้งจากไขมัน กล้ามเนื้อที่หย่อน และผิวหนังที่หย่อน การใช้ J-Plasma ร่วมกับการทำ DPL necklift หรือ ดูดไขมัน ทำให้สามารถแก้ปัญหาใบหน้าและคอได้ครบทุกชั้น หรือสามารถทำเพียงอย่างเดียวก็ได้เช่นกัน โดยเครื่อง J-Plasma มีความแม่นยำสูง ช่วยกระชับผิวในบริเวณที่ซับซ้อน ของใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยสูง
4. ไม่ต้องการผ่าตัดด้วยการเย็บ ตัดหนัง
ในอดีต ท่านที่ผิวหย่อนคล้อย มักต้องใช้การตัดหนังแล้วเย็บ เพื่อให้ได้ความกระชับเต็มที่ เช่น การตัดหนังหน้าท้อง หนังแขน หรือดึงคอ ดึงเหนียงด้วยการตัดหนัง ซึ่งหลายท่านที่เป็นไม่มาก หรือไม่อยากผ่าตัดใหญ่ การใช้ J-plasma ถือว่าเข้ามาแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดอย่างมาก
5. แผลขนาดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว
J-Plasma ใช้อุปกรณ์ที่มีขนาดเล็ก (ไม่กี่มิลลิเมตร) ไม่ต้องเปิดแผลเพิ่มเติมจากการดูดไขมัน หรือหากทำเพียงกระชับผิว ก็ใช้แผลขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้
5 คุณสมบัติเด่น J-Plasma
1. ยกกระชับผิวหย่อนคล้อยได้ตั้งแต่น้อยถึงมาก : จากเทคโนโลยี Helium Plasma และ RF ทำให้เกิดลักษณะพลังงานเฉพาะตัว ที่ให้พลังงานได้สูง จึงสามารถกระตุ้นคอลลาเจน กระชับผิวที่มีความหย่อนมากได้ (ซึ่งทำไม่ได้ในเครื่องอื่น)
2. กระชับคอลลาเจนเก่า เสริมสร้างคอลลาเจนใหม่ : เห็นผลการกระชับทันทีประมาณ 20-30% หลังทำ และค่อย ๆ ดีขึ้นในช่วง 6-12 เดือน
3. ปลอดภัยสูง ผิวไหม้ยาก : อุณหภูมิของ J-Plasma สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดี อุณหภูมิในชั้นคอลลาเจนสูง แต่อุณหภูมิชั้นผิวหนังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดโอกาสผิวไหม้หรือเนื้อเยื่อบาดเจ็บ
4. ผ่าน US FDA : เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นและพัฒนาจนเป็นเครื่องตัวเดียวที่ได้รับ US FDA ในการใช้ยกกระชับผิวหลังการดูดไขมัน
5. ใช้ได้เกือบทั้งตัว : ไม่ว่าจะเป็นเหนียง คอ ต้นแขน หน้าท้อง สะโพก ต้นขา รวมถึงส่วนอื่น ๆ ที่มีไขมันส่วนเกินและผิวหย่อนคล้อย สามารถทำในการผ่าตัดครั้งเดียวได้
เปรียบเทียบการกระชับผิว: J-Plasma กับเครื่องมืออื่นๆ
การยกกระชับผิวในปัจจุบันมีหลากหลายเทคโนโลยีให้เลือก โดยแต่ละเทคโนโลยีมีจุดเด่นและการใช้งานที่แตกต่างกันดังนี้:
J-Plasma (Renuvion)
- พลังงาน: ใช้ Helium Plasma ผสานคลื่น RF ที่ควบคุมอุณหภูมิได้สูงสุด 85-100°C ช่วยกระชับผิวได้ลึกที่สุด
- ข้อดี: กระชับผิวได้ดีที่สุด เหมาะสำหรับผิวหย่อนมาก ฟื้นตัวเร็ว แผลเล็ก และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้มากที่สุด ใช้ได้ทั้งใบหน้าและลำตัว เหมาะมากกับการทำคู่กับการดูดไขมัน
- ข้อเสีย: ราคาสูง และแพทย์ต้องมีความชำนาญในการใช้เครื่องมาก
Thermage FLX
- พลังงาน: ใช้คลื่น Monopolar RF ให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 55-60°C ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นหนังแท้
- ข้อดี: ไม่ต้องพักฟื้น เหมาะกับผิวหย่อนเล็กน้อยถึงปานกลาง และเหมาะสำหรับการใช้งานบนใบหน้าและลำตัว ทำได้โดยไม่ต้องผ่าตัด สามารถทำหลังจากดูดไขมันในช่วง 6 เดือนได้ (จึงรอดูผลลัพธ์หลังการดูดไขมัน แล้วค่อยทำได้)
- ข้อเสีย: หากผิวหย่อนคล้อยมากจะไม่ค่อยช่วย อาจต้องทำซ้ำหลายครั้งเพื่อรักษาผลลัพธ์ และมีราคาที่สูงใกล้เคียง J-Plasma แต่ผลลัพธ์ได้น้อยกว่า
BodyTite
- พลังงาน: ใช้เทคโนโลยี Radiofrequency Assisted Lipolysis (RFAL) ที่อุณหภูมิ 65-70°C ช่วยกระชับผิวและลดไขมันพร้อมกัน
- ข้อดี: เป็นเครื่องที่ออกแบบมาให้ทำยกกระชับได้พร้อม ๆ กับการดูดไขมัน ในครั้งเดียว
- ข้อเสีย: ด้วยลักษณะหัวดูดที่ติดกับหัวกระชับ และพลังงานที่ต่างจาก Vaser ทำให้การดูดไขมันทำได้ยากกว่า (มักต้องทำคู่กับการใช้ UAL ไปด้วยอีกเช่นกัน) และมีความเสี่ยงต่อผิวไหม้ บวม ช้ำ ได้มากกว่า J-plasma สำหรับผลการยกกระชับ ได้ตั้งแต่ระดับปานกลางถึงมาก
Vaser Lipo (UAL)
- พลังงาน: ใช้คลื่น Ultrasound ที่อุณหภูมิ 50-60°C ในการสลายไขมันใต้ชั้นผิว
- ข้อดี: เป็นเครื่องสำหรับทำการดูดไขมันเป็นหลัก คลื่น Ultrasound สลายไขมันได้ดี เหมาะที่สุดในการใช้ดูดไขมัน (ในความเห็นของหมอ)
- ข้อเสีย: กระชับผิวได้น้อย หากในเคสที่ผิวดูหย่อนคล้อยมาก ๆ ก็ต้องใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่น เช่น J-Plasma เพื่อผลลัพธ์ที่ต้องการ
โปรแกรมผสาน FTL Liposuction และ J-Plasma
การดูดไขมันเพียงอย่างเดียว มักได้ผลดีในท่านที่อายุน้อย มีผิวหนังที่ปกติ ไม่มีผิวแตกลาย หรือสูญเสียคอลลาเจน แต่สำหรับท่านที่เริ่มอายุมากขึ้น ผิวเริ่มหย่อนคล้อย สูญเสียคอลลาเจนไปมาก หรือต้องการดีไซน์รูปร่างให้เฟิร์มกระชับมาก ๆ เช่นทำ sexy line / six pack การดูดไขมันอย่างเดียว อาจทำให้ผิวไม่กระชับเท่าที่ควร
ที่อิสสวีร์คลินิก เราใช้โปรแกรม 360 FTL Liposuction ทำการสลายไขมัน 3 ระดับ ร่วมกับการทำ FibroRelease (คลายผังผืด) ช่วยให้ J-Plasma สามารถกระจายพลังงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทั่วถึง ทั้งใต้ชั้นหนังแท้ ชั้นกลาง และชั้นลึกใกล้กล้ามเนื้อ และเมื่อเนื้อเยื่อไขมันและพังผืดถูกจัดการอย่างเหมาะสม การปล่อยพลังงาน J-Plasma ก็ยิ่งเข้าไป ยกกระชับ และ ฟื้นฟูชั้นผิว ได้ดียิ่งขึ้น แสดงศักยภาพของ J-plasma ออกมาได้มากที่สุด
3.1 เทคนิคเฉพาะ J-Plasma Triple-Level
นอกจากการผสาน 360 FTL แล้ว ทีมแพทย์อิสสวีร์คลินิก ยังพัฒนาการยิง J-Plasma เป็น 3 Level เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนอย่างล้ำลึกในแต่ละชั้นผิว โดยแพทย์จะมีการปรับระดับพลังงานให้แตกต่างกันไปในแต่ละชั้น
1. Superficial Level (ชั้นตื้น)
เน้นจัดการริ้วรอยและความหย่อนคล้อยชั้นตื้น ๆ
ช่วยให้ผิวดูเนียนขึ้น ลดปัญหาผิวเป็นคลื่นหลังดูดไขมัน
2. Intermediate Level (ชั้นกลาง)
เป็นชั้นที่มีไขมันและผังผืดปานกลาง การยิง J-Plasma ระดับนี้ช่วย Collagen Contraction ได้อย่างทั่วถึง
ลดความเสี่ยงการเกิดคลื่นหรือความไม่เรียบใต้ผิว
3. Deep Level (ชั้นลึก)
เข้าถึงชั้นไขมันลึกที่เพิ่งดูดออกมา ช่วยกระชับผิวจากแกนในสุด
เหมาะกับผู้มีไขมันเยอะ หรือเกิดภาวะผิวหย่อนคล้อยมาก
ผลลัพธ์: หลังการรักษา ผิวหนังจะเกิดการหดรัดกระชับทันทีประมาณ 20-30% และค่อย ๆ กระชับขึ้นอีกในช่วง 3-6 เดือน เพราะมีการฟื้นฟูและสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง
3.2 จุดเด่น J-Plasma Triple-Level อิสสวีร์คลินิก
ประสบการณ์ดูดไขมันกว่า 10 ปี
ทีมแพทย์ผ่านเคสมามากกว่า 10,000 ราย เชี่ยวชาญการแก้ปัญหาเฉพาะตัว บางเคสต้องดูดไขมันเพียงอย่างเดียว บางเคสต้องการผ่าตัดหนังร่วมด้วย บางเคสจำเป็นต้องเสริม J-plasma ด้วย ทั้งหมดจะได้รับคำแนะนำที่ตรงจุดและปลอดภัย
เทคนิคเฉพาะที่เน้น ‘Art & Science’
ที่อิสสวีร์คลินิก เรามองรูปร่างเป็นงานศิลปะ ต้องมีการวางแผนในเรือนร่างอย่างละเอียด ทั้งเลือกว่าจะคลายผังผืดบริเวณใด, ดูดไขมันกี่ชั้น, และลงพลังงาน J-Plasma ในระดับไหนบ้าง
360 FTL + J-Plasma = ผลลัพธ์ที่เรียบเนียนกว่า
เมื่อไขมันส่วนเกินถูกกำจัดออกไปอย่างประณีตตามเทคนิค FTL ที่เน้น FibroRelease และการดูด 3 ชั้น จึงทำให้พลังงานพลาสมา + RF กระจายตัวได้สม่ำเสมอ ลดโอกาสเกิดผิว “บุ๋ม” หรือ “เป็นคลื่น”ได้มากยิ่งขึ้น และกระตุ้นคอลลาเจนได้มากยิ่งขึ้น
ฟื้นตัวเร็ว เจ็บน้อย
ทั้ง FTL และ J-Plasma เป็นเทคโนโลยีร่วมที่ทั้งดูดไขมันและกระชับผิว ที่บาดเจ็บเนื้อเยื่อน้อย หากเปรียบเทียบกับการผ่าตัดใหญ่ (เช่น การตัดหนัง) ทำให้ผู้รับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในไม่กี่วัน
ดูแลครบวงจรหลังทำ (Total Post-Procedure Care)
- มีโปรแกรมลดบวม นวดกระชับผิว (Tripolar RF) + LED Light Therapy
- ชุดกระชับดีไซน์เฉพาะ + ทีมแพทย์ติดตามผลหลังทำอย่างใกล้ชิด
3.3 ขั้นตอนการรักษา
1. ประเมินร่างกาย: แพทย์ตรวจวัดปริมาณไขมัน พังผืด และสภาพผิว
2. ออกแบบแผนรักษาเฉพาะบุคคล: เลือกตำแหน่งดูดไขมัน (FTL Liposuction) และเลเยอร์ที่จะยิง J-Plasma ใน 3 ระดับ (ชั้นตื้น กลาง ลึก)
3. ยาชา / ยานอนหลับ / ดมยาสลบ : ขึ้นกับบริเวณและปริมาณไขมัน
4. ดูดไขมันด้วยเทคนิค FTL + FibroRelease: เพื่อจัดการไขมันและผังผืด
5. J-Plasma: ใช้ในเลเยอร์ที่เหมาะสม เพื่อกระชับผิวทันทีหลังดูดไขมัน
6. ปิดแผล & ติดตามผล: แผลขนาดเล็ก ดูแลทำความสะอาดง่าย ใส่ชุดกระชับตามแพทย์แนะนำ นัดตรวจซ้ำ 1 สัปดาห์, 1 เดือน, 3 เดือน ฯลฯ
ในขั้นตอนการผ่าตัด เมื่อปรับรูปร่างด้วยการดูดไขมันแล้ว (เช่น การดูดบริเวณหน้าท้อง ต้นขา เหนียง ต้นแขน) ขั้นตอนถัดมาคือการใช้ J-Plasma ปล่อยพลังงาน Helium Plasma + RF ผ่านแผลเล็ก ๆ เดียวกันกับแผลดูดไขมัน (ไม่ต้องเปิดแผลเพิ่ม) สลับกับการสอดหัวปล่อยพลังงานเข้าไปในชั้นใต้ผิวหนังโดยตรง ด้วยความร้อนต่ำ ๆ จาก Plasma จะทำให้เนื้อเยื่อและคอลลาเจนบริเวณนั้นเกิดการ “Collagen Contraction” (หดตัว) อย่างรวดเร็ว ผิวจึงกระชับได้ทันที และเมื่อผ่านไป 3-6 เดือน ก็จะเกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ในระยะยาวอีกด้วย
3.4 ระยะพักฟื้นและการดูแลหลังทำ
1. ประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรก: ลดอาการบวมและช้ำ ซึ่งจะพบได้ในช่วง 7 วันแรก หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ทุเลาลง
2. ใส่ชุดกระชับ (Compression Garment): ช่วยลดบวมและพยุงผิวหลังดูดไขมัน พร้อมช่วยให้ผิวเข้าที่เร็วขึ้น ควรใส่ตามคำแนะนำแพทย์ โดยมักจะต้องใส่ตลอด 24 ชม. ในช่วง 4 สัปดาห์แรก และใส่นาน 12 ชม. จนครบ 3 เดือน (หรือตามแพทย์กำหนด)
3. หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก: 4 สัปดาห์แรกควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูง
4. การติดตามผล (Follow-up): แพทย์จะนัดตรวจแผลหลังทำ 1 สัปดาห์, 1 เดือน, และ 3-6 เดือนตามลำดับ เพื่อประเมินผลลัพธ์และดูแลภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
5. ทานยาตามแพทย์สั่ง: อาจมียาลดปวดหรือยาฆ่าเชื้อ ให้ปฏิบัติตามแพทย์แนะนำ
รูป Before & After (B&A)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. J plasma ราคาเท่าไหร่
J Plasma ราคา มักจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
ขนาดพื้นที่: พื้นที่ที่ทำขนาดเล็ก (เช่น ใต้คาง) กับพื้นที่ขนาดใหญ่ (เช่น หน้าท้องทั้งหมด) มีราคาต่างกัน
ประสบการณ์แพทย์: คลินิกหรือแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญสูง มักจะมีราคาสูงขึ้นเนื่องจากการรับประกันผลลัพธ์และความปลอดภัย
เครื่องมือและวัสดุ: คลินิกบางแห่งอาจใช้วัสดุการแพทย์คุณภาพพรีเมียม ส่งผลต่อค่าใช้จ่าย
การดูแลหลังทำ: คลินิกที่มีการดูแลหลังทำอย่างต่อเนื่อง (Aftercare) เช่น กายภาพบำบัดหรือนวัตกรรมอื่น ๆ เพื่อเร่งฟื้นฟูผิว จะมีแพ็กเกจราคาที่ต่างกันไป
โดยเฉลี่ยในประเทศไทย J Plasma ราคา อาจเริ่มต้นตั้งแต่ 50,000 - 100,000 บาท ต่อบริเวณ ขึ้นอยู่กับความยาก-ง่าย ปริมาณไขมัน และจำนวนจุดที่ทำ แต่ควรปรึกษาคลินิกโดยตรงเพื่อรับใบเสนอราคาที่ชัดเจน
2. หลังทำ FTL + J-Plasma อยู่ได้ถาวรไหม?
ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ยาวนาน หากรักษาน้ำหนักตัวคงที่ ในบริเวณที่ดูดไขมันไปแล้ว เซลล์ไขมันจะลดจำนวนอย่างถาวร แต่หากน้ำหนักตัวเพิ่มมากก็อาจสะสมไขมันส่วนอื่นได้ ส่วนความกระชับของผิวหลังทำก็ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพและอายุที่เพิ่มขึ้น
3. J Plasma ราคา เท่าไร?
J Plasma ราคา มักขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ทำและปริมาณไขมัน โดยทั่วไปอยู่ในช่วงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อจุด หรือแพ็กเกจหลายจุด ควรปรึกษาคลินิกเพื่อประเมินอย่างละเอียด
4. ทำ J-Plasma เจ็บไหม?
ก่อนทำ แพทย์จะมีการใช้ยาชาหรืออาจวางยาสลบ ทำให้ความเจ็บลดลงไปมาก หลังทำอาจปวดตึงเล็กน้อยในบริเวณนั้น
5. ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
โดยปกติทำครั้งเดียวก็เห็นผล แต่ถ้าปัญหาผิวหย่อนคล้อยค่อนข้างมาก บางรายอาจต้องประเมินร่วมกับการศัลยกรรมอื่นเพิ่มเติม
6. ใช้เวลาผ่าตัดและพักฟื้นนานไหม?
ใช้เวลาทำเฉลี่ย 1-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนตำแหน่ง หลังทำเสร็จสามารถกลับบ้านได้เลย (กรณีทำแบบยาชา/ยานอนหลับ) ส่วนการพักฟื้นประมาณ 3-7 วันสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้
7. เครื่อง J Plasma ต่างจากเครื่องดูดไขมันทั่วไปอย่างไร?
J Plasma ไม่ใช่เครื่องดูดไขมัน แต่เป็นเทคโนโลยีช่วยกระชับผิวโดยใช้พลังงานพลาสมาผ่านก๊าซฮีเลียม ต่างจากเครื่องดูดไขมันที่ใช้แรงดูดเพื่อกำจัดไขมันโดยตรง ดังนั้น หากต้องการทั้งลดไขมันและกระชับผิว ควรใช้ควบคู่กัน
8. J Plasma สามารถทำเดี่ยวๆ ได้หรือไม่? หรือควรทำร่วมกับการดูดไขมัน?
J Plasma สามารถทำเดี่ยวๆ ได้ หากต้องการกระชับผิวโดยไม่ต้องกำจัดไขมัน แต่ในกรณีที่มีไขมันสะสมมาก เช่น บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา ควรทำร่วมกับการดูดไขมันเพื่อ ให้พลังงานเข้าจับเส้นใยคอลลาเจนได้อย่างเต็มที่ และให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
9. J Plasma หลังทำเห็นผลทันทีไหม?
หลังทำจะเห็นผลทันทีประมาณ 20-30% และผลลัพธ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 3-6 เดือน เนื่องจากผิวต้องใช้เวลาในการกระชับตัว
10. หากมีผิวหย่อนคล้อยมากๆ J Plasma จะช่วยได้มากแค่ไหน? มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?
J Plasma ช่วยกระชับผิวได้ดีในกรณีที่ความหย่อนคล้อยอยู่ในระดับปานกลาง แต่หากผิวหย่อนมากเกินไป เช่น คนที่เคยอ้วนมากแล้วน้ำหนักลดลงมาก อาจไม่สามารถคืนความกระชับได้ 100% และอาจต้องพิจารณาผ่าตัดกระชับผิวเพิ่มเติม
11. หากคนที่มีผิวหย่อนคล้อยไม่มาก จำเป็นต้องใช้ J Plasma ไหม?
หากมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย สามารถใช้วิธีอื่นร่วมได้ เช่น การนวดกระชับด้วยRF(Radio Frequency), การสลายไขมันด้วยพลังงานUltrasonic(UltraZ) หรือออกกำลังกาย แต่หากต้องการผลลัพธ์ที่เห็นผลเร็วและอยู่ได้นาน J Plasma ถือเป็นตัวเลือกที่ดี
12. ทำ J Plasma ไปแล้ว ผิวจะกลับมาหย่อนไหม? สามารถอยู่ได้นานแค่ไหน? มีปัจจัยอะไรที่ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น?
ผลลัพธ์ของ J Plasma สามารถอยู่ได้นานหลายปี แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้
- การดูแลตัวเองหลังทำ เช่น ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย
- อายุและสภาพผิว หากอายุมากขึ้นหรือผิวขาดคอลลาเจน อาจมีโอกาสหย่อนคล้อยในอนาคต
สำหรับผู้ที่ผิวบางลงจากอายุที่มากขึ้น หรือขาดคอลลาเจน อาจจะเป็นต้องควบคู่กับการฉีดสารเติมเต็มและสารกระตุ้นคอลาเจน(Biostimulator)ร่วมด้วย
13. J Plasma เจ็บไหม? ต้องใช้ยาชาหรือดมยาสลบ?
ขณะทำ J Plasma จะใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือในบางกรณีอาจใช้ยานอนหลับทางเส้นเลือด (Sedation) ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ ทำให้ลดความเสี่ยงและฟื้นตัวเร็วกว่า
14. ทำ J Plasma จำเป็นต้องดมยาสลบไหม?
โดยปกติไม่ต้องดมยาสลบ ใช้แค่ยาชาเฉพาะที่ หรือยานอนหลับ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ
15. หลังทำ J Plasma ใช้เวลาพักฟื้นนานไหม?
ไม่แตกต่างจากการดูดไขมันทั่วไป คือ อาการบวมและช้ำจะลดลงภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ร่างกายต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูผิวให้กระชับขึ้นประมาณ 3-6 เดือน ทางการแพทย์มีงายวิจัยรับรองว่า J-plasmaมีส่วนช่วยในการห้ามเลือดหลังดูดไขมันทำให้ลดอาการบวมช้ำ
16. J Plasma สามารถทำซ้ำในบริเวณเดิมได้ไหม?
สามารถทำซ้ำได้ หากยังต้องการกระชับผิวเพิ่มขึ้น แต่ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 6 เดือน - 1 ปี เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวก่อน
17. J Plasma เหมาะกับทุกคนหรือไม่? มีข้อห้ามอะไรบ้าง?
J Plasma เหมาะกับคนที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง J Plasma เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการกระชับผิวหลังดูดไขมัน, คนที่มีผิวหย่อนคล้อย แต่ไม่อยากศัลยกรรมผ่าตัด, คนที่เคยอ้วน ลดน้ำหนักเยอะ หรือแม่หลังคลอด
ข้อห้ามสำหรับคนที่ไม่ควรทำ
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีโรคผิวหนัง หรือแผลติดเชื้อในบริเวณที่จะทำ
- คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด
18. มีผ่าตัดใส่เหล็กในร่างกาย สามารถทำ J Plasma ได้ไหม?
สามารถทำได้ ตราบใดที่ไม่ได้มีผลกระทบต่อบริเวณที่ทำ J Plasma แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
