ISSAVEE CUSTOMER REVIEW
Radiesse® คืออะไร?

https://www.youtube.com/watch?v=EAwXwYUcoO8

Radiesse®  คืออะไร? 

Radiesse หรือ เรเดียส คือ สารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulator) ชนิดพิเศษ ที่ประกอบด้วย CaHA หรือ Calcium Hydroxylapatite ให้ผลลัพธ์ในการเติมวอลุ่มให้ผิวแบบเห็นผลทันที  และฟื้นฟูผิวถึง 5 องค์ประกอบในระยะยาว จึงเหมาะในการแก้ปัญหาฟื้นฟูร่องริ้วรอยและผิวที่เกิดการเสื่อมสภาพในระดับปานกลางถึงระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก รวมไปถึงบริเวณคอและหลังมือ ด้วยครับ กำเนิดผิวใหม่ที่สวยงามจากใต้ชั้นผิว แบบที่ไม่ต้องกังวล
 

 


 

 

 

Radiesse แตกต่างด้วย CaHA biostimulator

 CaHA ใน Radiesse เป็น Biostimulator ชนิดนึง ที่มีคุณสมบัติในการกระตุ้นให้ผิวเกิดการสร้างคอลลาเจนด้วยตัวเอง  ซึ่งในปัจจุบันมี biostimulator ที่นิยมหลายตัว เช่น PLLA(SculptraⓇ) ,  PDO (UltracolⓇ) , PDLLA(JuvelookⓇ),  PCL(GouriⓇ)  และ Calcium Hydroxyapatite (RadiesseⓇ) ซึ่งข้อดี ข้อเสีย และการฉีดของแต่ละตัวก็จะแตกต่างกันไปครับ

 

 

สำหรับ  Radiesse นั้น ได้ผ่านการรับรองจาก EU , US FDA และ อย.ไทย โดยเป็นการใช้สารกระตุ้นคอลลาเจนชนิดแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทด์ หรือ Calcium Hydroxylapatite microsphere(30% CaHA microsphere ขนาด 25-45 ไมครอน) โดยคนมักจะเรียกชื่อตามตัวย่อ CaHA กันว่า “คาห้า”เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ ซึ่งสารตัวนี้จะพบได้อยู่แล้วในกระดูกและฟัน ซึ่งปัจจุบันมักนำสารนี้มาใช้ในการแพทย์ เช่น การปลูกถ่ายกระดูกและการรักษาฟัน ด้วยความที่สารมีความเข้าได้กับร่างกายอย่างดี (Biocompatibility) และไม่เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ต่อต้าน (non-immunogecin properties)  จึงเป็นสารที่มั่นใจได้ในความปลอดภัยครับ

 

 

รูปจาก : https://lamaison-amsterdam.nl/en/cosmetic/radiesse/

Radiesse ออกฤทธิ์อย่างไร

เมื่อฉีดเรเดียส ที่มีส่วนประกอบเป็น CaHA เข้าไปในชั้นใต้ผิวหนัง ตัวเจลจะไปช่วยเติมเต็มวอลุ่ม ลดร่องลึกต่าง ๆ ได้ทันที และอนุภาค CaHA ที่เรียบและเป็นทรงกลมจะสร้าง “โครงสร้าง Scaffold” ซึ่งเป็นลักษณะโครงตาข่ายสามมิติ(3D matrix) คล้ายกระบวนการตามธรรมชาติในส่วนที่ร่างกายมีอยู่ นั่นก็คือ Extracellular Matrix(ECM) ในชั้นผิวหนังแท้ ทำให้เกิดแรงดึงในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลุกกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบาสต์ (Fibroblast) ที่เป็นเซลล์ต้นกำเนิดคอลลาเจนให้ทำงาน เกิดเป็นการสร้างโครงเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาใหม่

 

โครงสร้าง Scaffold” ซึ่งเป็นลักษณะโครงตาข่ายสามมิติ(3D matrix) เพื่อกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบาสต์ (สีชมพู)

 

โดยการสร้างจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในช่วง 3-4 สัปดาห์ ไปจนถึง 1 ปี หรือมากกว่านั้น ทำให้ริ้วรอย ความกระชับ และร่องลึกต่าง ๆ ดีขึ้นได้ในระยะยาว

 

รูปจาก : https://radiesse.com/professionals/mechanism-of-action/

 

 

Radiesse สามารถฟื้นฟูโครงสร้างตาข่ายใต้ผิวหนังถึง 5 องค์ประกอบ อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ได้แก่

1. Collagen type 1 เพิ่มขึ้น 150% ช่วยให้ผิวกระชับ แน่นเฟิร์ม

2. Collagen type 3 เพิ่มขึ้น 130% ช่วยให้เกิดการเรียงตัวของ Collagen type 1 ได้อย่างเหมาะสม

3. Elastin เพิ่มขึ้น 260% ให้ผิวมีความยืดหยุ่น ลดริ้วรอยและความหย่อยนคล้อยให้ดูดีขึ้นได้

4.Proteoglycan สารน้ำหล่อเลี้ยงผิว เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวเต่งตึงแลดูอ่อนเยาว์

5.Angiogenesis สารอาหารหล่อเลี้ยงผิว กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตเพื่อผิวสุขภาพดี


 

กราฟแสดงการสร้างคอลลาเจน อิลาสติน และเส้นเลือดใหม่ ในเดือนที่ 4 และ 7 สูงขึ้นตามลำดับ หลังรับการรักษาด้วย CaHA


กราฟแสดงผลความหนาตัวของชั้นผิวหลังรับการรักษาด้วย CaHA  พบว่าชั้นผิวหนังแท้มีการหนาตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สูงสุดที่ 3 เดือนและคงที่ต่อเนื่องถึง 1 ปี

กราฟแสดงให้เห็นว่า เซลล์ต้นกำเนิดคอลลาเจน Fibroblast ทั้งชนิดปกติและชนิดที่ไม่ทำงาน สามารถถูกกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนได้อีกครั้งจากการรักษาด้วย CaHa

 

Radiesse เหมาะกับใคร 

 

 

Radiesse เหมาะกับใคร 

1.    ท่านที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
2.    ใบหน้าเริ่มสูญเสียคอลลาเจน อีลาสติน สุขภาพผิวไม่ดี ขาดการบำรุง 
3.    ท่านที่ใบหน้าหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด
4.    ท่านที่ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น หมองคล้ำ
5.     มีร่องลึกต่างๆ บนใบหน้า เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก รอยย่นรอบปาก
6.    แก้ปัญหาความเหี่ยวย่นบริเวณ หลังมือ และคอ
7.    แก้ปัญหาเรื่องความเหี่ยวย่นบริเวณ คอ เนินอกสำหรับผู้หญิง

 

 

ตำแหน่งที่เหมาะกับการฉีด Radiesse

 

 

Radiesse เป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนที่ใช้ในการกระตุ้นผิวให้แข็งแรง สดใสขึ้น และช่วยเพิ่มวอลุ่ม ทดแทนคอลลาเจน อีลาสติน และส่วนประกอบที่สำคัญของผิวหนังที่ลดลงได้ดี โดยมีตำแหน่งที่เหมาะกับการฉีดดังนี้

  1. ร่องแก้ม : เส้นข้างแก้ม ซึ่งอาจเป็นร่องลึกขึ้นตามอายุ ซึ่งถ้ามีร่องเฉพาะเวลายิ้มจะไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าร่องเห็นเป็นรอยชัดในหน้าตรง ก็สามารถเติมเพื่อทำให้หน้าดูเด็กลง และทำให้ร่องตื้นขึ้นได้
  2. ร่องน้ำหมาก : เส้นที่ลากจากมุมปากลงมาถึงบริเวณคาง เส้นนี้ถ้ามีจะทำให้ดูมีอายุ และถ้าเชื่อมไปกับร่องแก้มก็จะยิ่งเป็นปัญหาทำให้ดูอายุมากเป็นพิเศษครับ
  3. หน้าแก้ม : บริเวณนี้มักขาดวอลุ่ม เมื่ออายุมากขึ้น การเติมเต็มบริเวณนี้จะช่วยยกกระชับ หน้าเด็กลง และทำให้ผิวดีขึ้นอีกด้วยครับ
  4. กรอบหน้า : สามารถใช้ Radiesse ช่วยทำให้กรอบหน้าคมชัดยิ่งขึ้น ช่วยให้หน้ากระชับขึ้น 
  5. ขมับ : radiesse สามารถแก้ปัญหาขมับตอบ ที่ทำให้ดูมีอายุ 
  6. หลังมือ : มือเป็นอีกตำแหน่งที่ทำให้ดูมีอายุ จากการสูญเสียไขมัน ทำให้เห็นเส้นเอ็นและเส้นเลือดชัดเจน การเติมด้วย Radiesse ก็จะให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติครับ
  7. เนินอก: radiesse สามารถแก้ปัญหาผิวย่นบริเวณเนินอก ที่ทำให้ดูมีอายุ 
     

บริเวณที่ไม่แนะนำให้ฉีด คือ ริมฝีปาก เพราะจะทำให้เกิดเป็นตุ่มจากการกระตุ้นของ CaHA ได้ หากต้องการเติมริมฝีปาก แนะนำให้เป็นฟิลเลอร์แทนมากกว่าครับ

 

CaHA HTC by Issavee

CaHA HTC by Issavee หรือ Hyperdiluted Trimodal Collagenesis  คือ เทคนิคเฉพาะที่แพทย์ของอิสสวีร์คลินิก ใช้ในการฉีด Radiesse เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เต็มประสิทธิภาพสูงสุด


CaHA HTC เป็นเทคนิคการฉีดสานตาข่ายเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแบบ 3 ชั้น ทั้งชั้นลึก ชั้นกลาง ชั้นตื้น  และจะมีการเลือกผสมความเข้มข้นของยาและเทคนิคการวางยา 3 รูปแบบ ให้เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่งที่ต้องการฉีด ซึ่งต่างกันไปในแต่ละบุคคลด้วยจาก 2 ปัจจัยได้แก่

1. ความหนาของชั้นผิวในแต่ละส่วนของร่างกายนั้น มีความหนาไม่เท่ากัน ความต้องการ CaHA ในการกระตุ้นคอลลาเจนแต่ละตำแหน่งจึงไม่เท่านั้น ตำแหน่งที่ผิวบางเหมาะกับความเข้มข้นน้อย ส่วนบริเวณที่ผิวหนาเหมาะกับความเข้มข้นมาก เทคนิคการเตรียมความเข้นข้นของ Radiesse ในแต่ละส่วนจึงต้องแตกต่างกัน

2. โครงสร้างของผิวหนังนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นบน(Epidermis) ชั้นกลาง(Dermis) ชั้นล่าง(Subdermis) ซึ่งปัญหาคุณภาพผิว ริ้วรอย ร่องลึกแต่ละตำแหน่งที่เกิดขึ้น ก็มาจากปัญหาของแต่ละชั้นที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการรักษาในแต่ละจุด จึงมีความจำเป็นต้องฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจนให้ถูกชั้นผิวที่เกิดปัญหานั้น จึงจะส่งผลให้ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของคอลลาเจนทำงานได้สูงสุด เกิดการประสานงานระหว่างเซลล์ (Cell to cell communication) การฉีด Radiesse ด้วยเทคนิคนี้จึงต้องวางยาในหลายรูปแบบ ทั้ง 3 ชั้น

ยกตัวอย่างเช่นผิวที่คอจะบางมากเหมาะกับ Hyperdiluted Radiesse แต่ถ้าบริเวณร่องแก้มเหมาะกับRadiesse มาตรฐาน 

 


สำหรับรูปแบบการวาง Radiesse ในเทคนิค CaHA HTC ประกอบด้วย 3 รูปแบบ ดังนี้

1. Cross-Hatching technique : เป็นการวางสาน Radiesse ในรูปแบบไขว้สานกัน เพื่อให้เกิดการสร้างโครงตาข่ายคอลลาเจนในระดับตื้น สร้างความแข็งแรงของผิวชั้นบน ช่วยให้ความยืดหยุ่นของผิวดีขึ้น ชุ่มชื้นขึ้น ลดเลือนริ้วรอย บริเวณที่เหมาะสม ได้แก่ หน้าแก้ม เนินอก ร่องมุมปากตื้นๆ เป็นต้น

2. Linear technique : เป็นการวาง Radiesse ในรูปแบบเส้นตรง เพื่อให้เกิดการเติมเต็มร่องต่างๆ  เช่น ร่องแก้ม ร่องมุมปาก เส้นที่คอ หลังมือ  โดยจะวาง Radiesse ในชั้นกลางของผิว เติมเต็มให้ร่องตื้นขึ้น

3. Bolus technique : เป็นการวาง Radiesse แบบจุดใดจุดหนึ่งในผิวชั้นลึก เพื่อให้เกิดการเติมเต็มของคอลลาเจนในชั้นลึก ส่งผลให้เกิดการยกตัวของผิวจากชั้นลึก การเติมด้วยเทคนิคนี้เหมาะกับตำแหน่งที่มีการทรุดตัวของคอลลาเจนเป็นร่องลึก ได้แก่ ร่องแก้ม ร่องมุมปาก  แก้มตอบ ขมับ เป็นต้น


การเตรียม Radiesse จะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลักๆ คือ Radiesse มาตรฐาน และ Hyperdiluted Radiesse ซึ่งสัดส่วนการแบ่งนี้จะขึ้นกับแพทย์พิจารณาความเหมาะสมให้เฉพาะรายบุคคล โดยที่

1. Radiesse มาตรฐาน หมายถึง Radiesse ที่มีความเข้นข้น 30% เหมาะกับตำแหน่งที่ต้องการเติมเต็มเป็นหลัก เช่น ร่องแก้ม ร่องมุมปาก แก้มตอบ ขมับ  โดยทำการรักษาด้วยเทคนิค Linear technique ร่วมกับ Bolus technique ครับ

2. Hyperdiluted Radiesse หมายถึง Radiesse ที่ผ่านกระบวนการให้มีไมโครสเฟียร์เจลแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (CaHa) น้อยลงต่อหน่วยปริมาตร เมื่อเปรียบเทียบกับ Radiesse มาตรฐาน ส่งผลให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่บางกว่าและเป็นของเหลวมากขึ้น โดยความลื่นไหลของ Hyperdiluted Radiesse นี้ทำให้เหมาะสำหรับการฉีดเข้าไปในบริเวณที่มีความหนาของชั้นผิวบางๆ  เช่น หน้าแก้ม คอ หลังมือ เนินอก เป็นต้น เพื่อปรับปรุงคุณภาพผิวเป็นหลัก โดยทำการรักษาด้วยเทคนิค   Linear technique ร่วมกับ Cross-Hatching technique ครับ
 

รูปจาก : https://www.slideshare.net/ptreacy/radiesse-injection-vectoring

เปรียบเทียบเทคนิค CaHA HTC ที่ความเข้นข้นต่างๆ พบว่าในแต่ละความเข้มข้นที่เหมาะสม สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ,อิลาสติน และหลอดเลือดใต้ชั้นผิว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 

 

 

ฉีด Radiesse เห็นผลเมื่อไหร่ 

ผลลัพธ์ของการฉีด Radiesse จะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

  1. ผลลัพธ์ทันที : หลังฉีดจะมีฤทธิ์การยกของผิว เกิดความกระชับ ร่องลึกต่าง ๆ ที่ตื้นขึ้น ริ้วรอยจางลง
  2. ผลลัพธ์ระยะยาว : หลังจากการฉีด 3-4 สัปดาห์ CaHA ใน Radiesse จะเริ่มออกฤทธิ์กระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวเกิดการเปลี่ยนแปลง คุณภาพผิวบริเวณที่ฉีดดีขึ้น กระชับขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และวอลุ่มบริเวณนั้นก็จะดีขึ้นเช่นกัน
     

Radiesse อยู่ได้นานแค่ไหน

ผลลัพธ์ของการฉีดจะอยู่ได้อย่างน้อย 1 ปี และสามารถอยู่ได้นานมากกว่านั้น ขึ้นกับคนไข้แต่ละท่าน ตำแหน่งที่ฉีด คุณภาพผิวเดิม และอายุ แต่ด้วยผลลัพธ์ของ CaHA จึงทำให้ Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่เห็นผลได้ยาวนานกว่าฟิลเลอร์แบบปกติ

 

 

 

 

คำถามที่พบบ่อย

Q: การดูแล และอาการหลังฉีด Radiesse

หลังการฉีด Radiesse อาจมีแดง ช้ำ บวม คันยิบ ๆ และกดเจ็บบริเวณที่ฉีดได้ ซึ่งส่วนมากจะหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือ 2-3 วันหลังฉีด แต่ในบางท่านที่ช้ำง่ายก็อาจจะนานถึง 14 วันได้ แต่โดยประสบการณ์ของหมอที่อิสสวีร์คลินิก เนื่องจากการฉีด Radiesse จะใช้เทคนิคเข็มทู่ จึงไม่ค่อยพบอาการช้ำครับ

สำหรับการดูแลหลังฉีด Radiesse หมอจะแนะนำดังนี้ครับ

  1. หลีกเลี่ยงการอบไอน้ำ ซาวน่า อุณหภูมิสูง แสงแดดจัด 24 ชม
  2. สามารถประคบเย็นได้ หากมีอาการบวมมาก ห้ามประคบร้อน
  3. หลีกเลี่ยงยากลุ่มแอสไพริน หรือ NSAID อย่างน้อย 1 สัปดาห์ ถ้ามีอาการปวดแนะนำทานพาราเซตามอล
  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 2 สัปดาห์ 
  6. สังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น บวมมากผิดปกติ มีอาการแดงร้อนบริเวณที่ฉีด หรือปรึกษาแพทย์หากมีอาการไม่แน่ใจ

 

Q: Radiesse ปลอดภัยหรือไม่

Radiesse ได้รับการอนุมัติและรับรองความน่าเชื่อถือจาก อย. ถึงกว่า 3 หน่วยงาน ทั้ง EU,US และ THFDA และยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ US-FDA สำหรับการใช้ฉีดที่มือด้วย ถูกใช้ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2006 และยังปราศจากส่วนผสมของมนุษย์และสัตว์ มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ โดยองค์ประกอบได้รับการปรับให้เข้ากับร่างกายมนุษย์มากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงและการปฏิเสธ จึงไม่จำเป็นต้องมีการทดสอบการแพ้ก่อนการรักษา เมื่อเวลาผ่านไปสารออกฤทธิ์จะถูกย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกายอย่างสมบูรณ์

Radiesse ยังถูกใช้งานโดยแพทย์ทั่วโลกมาแล้วนานกว่า 20 ปี และมีผลงานวิจัยรองรับในตัวผลิตภัณฑ์โปรแกรม Radiesse ถึงมากกว่า 250 ฉบับ ทั้งยังได้รับความนิยมจากทั่วทั้งโลกการันตีจากยอดใช้ 15 ล้านไซริงจากการใช้งานทั่วทั้งโลก

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของฟิลเลอร์และสารกระตุ้นคอลลาเจนทุกชนิด คือ การเข้าเส้นเลือด ดังนั้นการฉีดโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ และใช้เทคนิคที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก ๆ เลยครับ

 

Q: ใครที่ไม่เหมาะกับการฉีด Radiesse

  • หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร 
  • มีประวัติการแพ้รุนแรง , anaphylaxis
  • ท่านที่เคยแพ้ Radiesse

 

Q: ข้อควรระวังในการฉีด Radiesse

ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณที่ฉีด เป็นสิว หรือเป็นแผลควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำการฉีดโปรแกรม Radiesse 

• หากต้องการฉีดโปรแกรม Radiesse บริเวณรอบริมฝีปากและบริเวณรอบดวงตาควรปรึกษาแพทย์ตามความเหมาะสมและควรใช้บริการแพทย์ที่มีฝีมือในการทำการฉีด

• หากผู้เข้ารับบริการมีความจำเป็นต้องทำ X-rays หรือ CT Scans ควรแจ้งแพทย์ที่ทำการดูแลว่าได้รับการบริการโปรแกรม Radiesse มา

• หากมีประวัติของโรคเริมควรแจ้งแพทย์ผู้เกี่ยวข้องการทำการฉีดโปรแกรม Radiesse 

• หากผู้เข้ารับบริการกำลังใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาจำพวกก่อให้เกิดการแข็งตัวของเลือด อาทิ แอสไพริน วาร์ฟาริน อาจทำให้เกิดอาการเลือดออก หรือรอยช้ำหลังทำการฉีดโปรแกรม Radiesse ได้ควรรับแจ้งแพทย์ให้ทราบ

• หากมีประวัติเกิดแผลคีลอยด์ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเช่นกัน
 

Q: ผลข้างเคียงหลังทำการฉีด Radiesse 

1.อาจมีรอยแดงหรือรอยเขียวช้ำเกิดขึ้นได้ชั่วคราวซึ่งอาการเหล่านี้สามารถหายได้เอง

2.อาจมีอาการคันบริเวณที่ฉีดได้ โดยอาการคันดังกล่าวสามารถหายได้เอง

3.อาจมีอาการปวดบริเวณรอยเข็ม ห้ามไปจับหรือเกาเนื่องจากรูเข็มยังปิดไม่สนิทอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ

4.อาจมีการเปลี่ยนสีเช่นผิวซีดลงในบริเวณที่ทำการรักษาหากเกิดกรณีนี้ให้ปรึกษาแพทย์ในทันที
 

Q: Radiesse ต่างจากฟิลเลอร์ยังไง

  1. ส่วนประกอบหลัก : Radiesse มีส่วนประกอบหลักเป็น CaHA ส่วนฟิลเลอร์อื่น ๆ มีส่วนประกอบหลักเป็น HA (เช่น Juvederm , Restylane) ซึ่ง CaHA จะดีกว่าในส่วนของการกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกับการเพิ่มวอลุ่ม
  2. ระยะเวลาสลาย : Radiesse อยู่ได้นานสุด คือ 1 ปีขึ้นไป ส่วนฟิลเลอร์แบบ HA มักจะไม่เกิน 1 ปี
  3. ผลลัพธ์ที่ได้ : Radiesse จะให้ผลการเติมเต็มทันที และช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว ส่วน HA filler จะได้เฉพาะผลการเติมเต็มอย่างเดียว
  4. ลักษณะเนื้อฟิลเลอร์ : Radiesse จะมีความแข็งมากกว่าจึงเหมาะกับการฉีดในร่องลึก และผิวที่ขาดวอลุ่ม ส่วน HA filler จะมีชนิดที่ฉีดตื้น ๆ ได้มากกว่า
     

เปรียบเทียบกับ ฟิลเลอร์รุ่นต่างๆ พบว่า Radiesse ให้ค่าการยกตัวของผิวได้สูงที่สุด

กราฟแสดงการเปรียบเทียบการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 ระหว่างฟิลเลอร์(Juvederm Voluma) กับ Radiesse พบว่า Radiesse มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 สูงกว่าในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ


Q: Radiesse ต่างจาก Biostimulator ตัวอื่นยังไง

  1. Radiesse เป็นตัวที่จัดอยู่ในกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนที่มีความสามารถในการเพิ่มวอลุ่มได้ด้วย ควบคู่กับคุณสมบัติการกระตุ้นคอลลาเจน
  2. Radiesse ใช้ CaHA เป็นส่วนประกอบหลัก ต่างจาก sculptra ที่ใช้ PLLA หรือ Ultracol ที่ใช้ PDO
  3. ผลการกระตุ้นคอลลาเจนของ Radiesse จะอยู่ที่ 1 ปี แต่ของ Sculptra จะอยู่ที่ 2 ปี (แต่ Sculptra ไม่เพิ่มวอลุ่ม)
  4. ตำแหน่งที่ฉีดของ Radiesse จะเน้นการเติมร่องลึกต่าง ๆ แต่ Sculptra จะเป็นการยกกระชับ และเติมผิวให้แน่นตึง ไม่เหมาะกับการเติมร่อง ทั้งสองตัวจริง ๆ แล้วจึงสามารถใช้ควบคู่กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตำแหน่งฉีดที่ต่างกัน 
     

Radiesse ราคา และปริมาณที่ต้องใช้ในแต่ละท่าน 

 Radiesse สามารถทำได้ในหลากหลายตำแหน่ง มาพร้อมกับปริมาณ 1.5 CC ต่อหลอด ในขณะที่ฟิลเลอร์ทั่วไปจะได้เพียง 1 cc เท่านั้น ดังนั้นจึงถือว่าค่อนข้างคุ้มค่า 
 ราคาของ Radiesse 1.5 cc ราคา 50,000 บาท แต่สำหรับที่อิสสวีร์คลินิก เรามีโปรโมชั่น 36,000/หลอด 
 สำหรับปริมาณยาที่ใช้นั้น โดยทั่วไป ใน 1 ตำแหน่งก็จะใช้ 1 หลอดครับ เช่น ร่องแก้ม 1 หลอด ร่องน้ำหมาก 1 หลอด แต่ถ้าเป็นมือต้องใช้ข้างละ 1 หลอดเป็นต้นครับ

 

โปรโมชั่นพิเศษ Radiesse ราคา 35,900 บาท (จากปกติ 50,000 บาท)
พิเศษจองวันนี้ แถมฟรี Voucher มูลค่า 5,000 บาท 

Radiesse ผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบไซริงค์พร้อมฉีด บรรจุมา 1 ไซริงค์ 1.5 cc พร้อมเข็มฉีดยาขนาด 27 เกจเพื่อความสะดวกสบายใจการจัดเตรียมฉีด เป็นตัวยาที่สามารถเก็บเอาไว้ได้นาน 2 ปีโดยไม่ต้องนำแช่ตู้เย็น จึงมั่นใจได้ในคุณภาพของยาที่จะยังคงมาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง

โปรแกรม Radiesse มีสองรุ่น คือ Radiesse และ Radiesse Plus 
 

 

โดยแต่ละหลอดประกอบไปด้วย 30% CaHA microsphere และ 70% CMC,Glycerine,Sterile water ซึ่งจัดอยู่ในสารที่ปลอดภัยสูงมาก(GRAS-status)
ความแตกต่างของทั้งสองรุ่น มีเพียงในส่วนของยาชา โดยที่ Radiesse plus(+)®
มีการผสม 0.3%lidocaine หรือยาชาในตัว เพื่อบรรเทาความเจ็บเมื่อทำการฉีดครับ

 

ประสบการณ์งานฉีด กว่า 10 ปี ที่ดารา เซเลป Influencer ไว้วางใจ

Guarantee ด้วยประสบการณ์ฉีดกว่า 10 ปี และรางวัลมากมาย

 

 

 

 

 

 

 

ติดต่อเรา/ปรึกษาแพทย์