รีวิวโปรแกรม xTherma RF ยกกระชับมาตรฐาน US FDA

เทคนิค "ยิงน้อยแต่ได้ (ผล) เยอะ" ที่ Issavee Clinic

โปรแกรม xTherma (10Therma) คือ นวัตกรรมยกกระชับผิวด้วยคลื่น Monopolar RF 6.78 MHz พลังงาน 400W ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยและลดไขมันบนใบหน้า จุดเด่นของบริการที่ Issavee Clinic คือเทคนิคการใช้ช็อตอย่างเหมาะสม เพียง 400 ช็อตก็เห็นผลลัพธ์เทียบเท่าการยิงจำนวนมาก เนื่องจากตัวเครื่องใช้หัวทิปขนาดใหญ่ 5.0 ตร.ซม.  ผ่านการรับรองความปลอดภัยจาก US FDA และ อย. ไทย ตอบโจทย์ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่มีปัญหาแก้มห้อยและต้องการฟื้นฟูผิวให้เรียบเนียนตึงกระชับ
 

 

xTherma RF (10Therma) คืออะไร? ทำงานอย่างไร?

xTherma (ในชื่อสากลคือ 10Therma) เป็นเครื่องยกกระชับที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ส่งพลังงานความร้อนที่ระดับ 60-65 องศาเซลเซียส ลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมัน

 


พลังงานความร้อนนี้จะทำให้เกิดผลลัพธ์ 2 ระยะ คือ:

  • ระยะแรก ออกฤทธิ์ทันที (Immediate Tightening): เกิดปรากฏการณ์ที่คอลลาเจนและพังผืดในชั้นผิวหดตัวทันที (เปรียบคล้ายกับเนื้อหมูสามชั้น หรือปลาหมึก ที่โดนความร้อนแล้วม้วน หดตัว) ทำให้ผิวดูแน่นขึ้นหลังทำทันที ประมาณ 20%
  • ระยะยาว (Long-term Collagen Neosynthesis): ความร้อนจาก xTherma จะกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินชุดใหม่ขึ้นมาทดแทนอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-6 เดือน

Doctor's Opinion (มุมมองจากแพทย์ Issavee Clinic):

"หมอมักเลือก xTherma เป็นเครื่องหลักในการยกกระชับ สำหรับท่านที่มีปริมาณไขมันแก้มค่อนข้างเยอะ (ซึ่งอาจไม่เหมาะกับการทำ Ulthera Prime) และในท่านที่ผิวสูญเสียความแข็งแรง (Firmness) และความยืดหยุ่น (Elasticity) เครื่องนี้จะช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวภายนอกให้เรียบเนียน ลดริ้วรอย และทำให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้อย่างชัดเจนครับ"

เจาะลึกความลับ "ยิงน้อยแต่ได้(ผล)เยอะ" สไตล์ Issavee Clinic

การทำโปรแกรม xTherma ที่ Issavee Clinic หมอมักใช้จำนวนช็อตประมาณ 400 ช็อต (อาจยิงเพียง 200 ช็อต สำหรับท่านที่ผิวบาง ๆ หรือต้องการเน้นเฉพาะบางบริเวณเช่นแก้ม หรือรอบดวงตา หรือ 600 ช็อตในเคสที่ต้องการลดไขมันและยิงครอบคลุมถึงลำคอ) ซึ่งน้อยกว่าเครื่องที่รู้จักกันดีอย่าง Thermage FLX (ที่ต้องยิงถึง 900 ช็อต) หรือ Oligio (อย่างน้อย 600 ช็อต) แต่ทำไมถึงยังได้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่? ความลับอยู่ที่ 3 ปัจจัยนี้ครับ
 


1. นวัตกรรมหัวทิป 5.0 cm² กว้างกว่าและเร็วกว่า

xTherma พัฒนาหัวทิปขนาด 5.0 ตารางเซนติเมตร ซึ่งใหญ่กว่าเครื่องมาตรฐานทั่วไปถึง 25% ในทางฟิสิกส์หมายความว่า การยิง 1 ช็อตจะครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างและส่งพลังงานได้ลึกกว่าเดิม ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้ถึง 20%
 


2. ระบบ Impedance Matching ส่งพลังงานแม่นยำ

ตัวเครื่องมีระบบคำนวณความต้านทานไฟฟ้าของผิวคนไข้แต่ละจุดแบบ Real-time ช่วยให้หมอประเมินได้ทันทีว่าพลังงานที่ส่งลงไปเพียงพอหรือไม่ และปรับให้เหมาะสมได้โดยไม่ต้องยิงซ้ำซ้อนจนเกินความจำเป็น ป้องกันการเกิดจุดความร้อนสะสม (Hot Spot) และรอยไหม้


3. เลือกจำนวน Shot และพลังงานให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน

ที่ Issavee Clinic เราให้ความสำคัญกับการควบคุมการอักเสบของผิว การไม่อัดช็อตมากเกินไปและยิงความแรงที่พอดี “เพื่อป้องกันหน้าตอบและผิวไหม้”  จากประสบการณ์ผลลัพธ์ที่ได้ สามารถเทียบเคียงได้กับการยิง Thermage FLX แต่หากเทียบกับ Oligio แล้ว xTherma จะส่งพลังงานได้แรงและลึกกว่ามาก (แต่ก็เจ็บมากกว่า Oligio เช่นกัน)
 

เปรียบเทียบ xTherma VS เครื่องยกกระชับอื่นๆ


ทั้ง 3 เครื่อง (xTherma หรือ 10Therma, Thermage FLX และ Oligio) เป็นเครื่องแบบเดียวกัน อาศัยเทคโนโลยีเดียวกันคือ mRF ซึ่งเป็นการส่งคลื่นวิทยุความถี่สูง  ให้เกิดความร้อนลึกไปถึงชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน ทำให้เส้นใยคอลลาเจนหดตัวทันที และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในระยะ 3-6 เดือน เพื่อแก้ปัญหาความหย่อนคล้อย โครงสร้างผิว และลดเหนียง


แม้เทคโนโลยีตั้งต้นจะเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างในด้านการออกแบบ นวัตกรรมเสริม และราคา ดังนี้ครับ


1. Thermage FLX (ต้นตำรับระดับโลก)

  • จุดเด่น: เป็นเครื่องรุ่นพี่ (Original) มาตรฐานจากสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการยอมรับในฐานะ "Gold Standard" ในวงการยกกระชับ มากว่า 20 ปี
  • สเปก: ทำงานที่ความถี่ 6.78 MHz พลังงาน 400W โดยหัวทิปสำหรับผิวหน้าและลำตัวมีขนาดสูงสุดที่ 4.0 ตารางเซนติเมตร
  • ข้อสังเกต: ราคาค่าบริการต่อครั้งค่อนข้างสูงมาก และต้องยิงจำนวนเยอะคือ 900 shot และผู้รับบริการหลายรายมักรู้สึกเจ็บมากระหว่างการทำ แม้จะทายาชาแล้วก็ตาม
  • หมอเลือกใช้ โปรแกรม Thermage FLX ในท่านที่มีความหย่อนผิวมาก ๆ มีไขมันใบหน้าเยอะ หรือต้องการมาตรฐานที่ดีที่สุดครับ

2. xTherma / 10Therma (พรีเมียมจากเกาหลี)

  • จุดเด่น: มีเทคโนโลยีและประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ Thermage FLX โดยใช้ความถี่ 6.78 MHz และพลังงาน 400W เท่ากัน
  • สิ่งที่เหนือกว่า: ใช้หัวทิปขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 5.0 ตารางเซนติเมตร (ใหญ่กว่า 20%) ทำให้ส่งพลังงานได้ครอบคลุมพื้นที่เร็วกว่า และมีนวัตกรรมปล่อยแก๊สทำความเย็น 7 จังหวะต่อ 1 ช็อต ช่วยลดความเจ็บปวดได้ดีกว่า
  • ข้อสังเกต: จากประสบการณ์หมอ xTherma ให้ผลลัพธ์โครงสร้างลึกได้ดีพอ ๆ กับต้นตำรับ แต่มาในราคาที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่ายกว่า 

3. Oligio (ทางเลือกยอดนิยมจากเกาหลี)

  • จุดเด่น: เป็นเครื่อง Monopolar RF จากเกาหลีใต้อีกรุ่นหนึ่งที่ออกแบบมาให้เป็นทางเลือกที่ประหยัดกว่า (Budget-friendly) ทำงานด้วยหลักการกระตุ้นคอลลาเจนด้วยความร้อนลึกเช่นเดียวกัน
  • ข้อสังเกต: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลยกกระชับผิวอย่างสม่ำเสมอในราคาที่จับต้องได้ง่าย และต้องการเครื่องที่เจ็บน้อยที่สุด 
  • หมอจะเลือกเครื่องนี้ในท่านที่ผิวบาง ไขมันใบหน้าน้อย หรือกลัวเจ็บ
     

 

ความน่าเชื่อถือและงานวิจัยรองรับ (Clinical Efficacy)

เครื่อง xTherma ได้รับการยอมรับจากคลินิกชั้นนำกว่า 1,100 แห่งทั่วโลก และผ่านการรับรองมาตรฐานสากล ทั้ง US-FDA (K232992), CE Mark (ยุโรป) และ TFDA (อย. ประเทศไทย)

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Journal of Dermatological Treatment (2024) ว่าการใช้หัวทิป 5.0 cm² เพียง 1 ครั้ง (Single Session) สามารถลดเลือนริ้วรอยรอบดวงตา (Periorbital Wrinkles) และร่องแก้มได้อย่างมีนัยสำคัญในสัปดาห์ที่ 4 และ 16 โดยมีความปลอดภัยสูง 100% ไม่พบรอยไหม้หรือแผลเป็น
 


รายงานจาก Gachon University Gil Hospital ประเทศเกาหลี ระบุว่า ในการศึกษาก่อนคลินิกโดยใช้ผิวหมูเป็นแบบจำลอง 10THERMA แสดงผลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพใกล้เคียงกับเครื่องเปรียบเทียบ T* และเมื่อประเมินคอลลาเจนด้วยการย้อมชิ้นเนื้อ Masson’s Trichrome พบว่าพื้นที่คอลลาเจนเพิ่มขึ้นจาก 45% เป็น 60% ภายใน 30 วัน หลังทำหัตถการ

ข้อมูลนี้สะท้อนว่า 10THERMA มีศักยภาพในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจนในระดับเนื้อเยื่อจากผลการทดสอบก่อนคลินิก
 


นอกจากนี้ โปรแกรม Xtherma (Monopolar RF 6.78 MHz) มีงานวิจัยแบบหลายศูนย์ (multicenter pilot study ) ในอาสาสมัครหญิงเอเชีย 13 คน พบว่า ทำเพียง 1 ครั้ง สามารถช่วยให้ ริ้วรอยรอบดวงตาและริ้วรอยเล็กบริเวณใบหน้า/แก้มดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ 4 สัปดาห์ และยังเห็นผลต่อเนื่องถึง 16 สัปดาห์ (ประมาณ 4 เดือน) โดย ไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และไม่พบแผลไหม้หรือแผลเป็นในการติดตามผล
 

 

Program xTherma เหมาะกับใคร?

โปรแกรมนี้เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับ:

  • ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป: ที่เริ่มมีความเสื่อมของคอลลาเจนอย่างชัดเจน
  • ต้องการกระชับใบหน้า และลำตัว: สามารถทำได้ทั้งใบหน้า ลำคอ รอบดวงตา ลำตัว หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา
  • ผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อย: มีเหนียงเยอะ แก้มห้อย ร่องแก้มลึก หรือร่องน้ำหมากชัด
  • ผู้ที่มีผิวหนาและมีไขมันสะสมเยอะ: ต้องการลดปริมาณไขมันบนแก้มบางส่วน พร้อมยกกระชับกรอบหน้า
  • ผู้ที่มีปัญหาคุณภาพผิว (Skin Surface): ต้องการกระชับรูขุมขน ลดริ้วรอยรอบดวงตา (หนังตาตก) และเพิ่มความแน่น (Firmness) ให้ใบหน้า
     


คู่มือการเตรียมตัวก่อนและหลังทำ xTherma RF (Pre & Post Care)

เพื่อให้การยิง xTherma ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าทุกช็อต การเตรียมสภาพผิวให้พร้อมคือสิ่งสำคัญที่คุณหมอแนะนำครับ
 


สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนทำ (Pre-Treatment Checklist)

  • เตรียมความชุ่มชื้นผิว: แนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอและทา moisturizer ผิวให้ชุ่มชื้นล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะน้ำในผิวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนำไฟฟ้าของคลื่น RF และช่วยลดโอกาสการสะสมความร้อนส่วนเกินบนผิวได้เป็นอย่างดี
  • งดผลัดเซลล์ผิว: ควรหยุดใช้สกินแคร์กลุ่มวิตามินเอ (Retinoids) หรือสารผลัดเซลล์ผิวที่มีฤทธิ์รุนแรง เช่น BHA ล่วงหน้า 2 สัปดาห์ เพื่อลดความระคายเคืองและเตรียมผิวให้แข็งแรงพร้อมรับความร้อน
  • ตรวจสอบเครื่องแท้ (Genuine Authentication): ก่อนทำสามารถให้เจ้าหน้าที่หรือคุณหมอแสดงใบเซอร์ และสแกน QR Code ที่หัวทิปเพื่อยืนยันว่าเป็นเครื่องและหัวทิปแท้จากบริษัท

การดูแลหลังทำ (Post-Treatment Care)

  • ไม่ต้องพักฟื้น (No Downtime): หลังทำเสร็จอาจมีรอยแดงระเรื่อเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองในไม่กี่ชั่วโมง สามารถแต่งหน้า ทาครีม และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที
  • ทากันแดดและครีมบำรุงอย่างต่อเนื่อง: ทาครีมกันแดดที่มี SPF 50 PA+++ ขึ้นไปเป็นประจำ และทามอยส์เจอไรเซอร์เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างต่อเนื่อง
  • กลยุทธ์ "Heat + Feed": หลังจากการทำ xTherma ผิวจะอยู่ในสภาวะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนสูงสุด (Heat Stress) คุณหมออาจแนะนำว่าหากทำควบคู่กับการเติม Skin Booster หรือ Biostimulator จะเปรียบเสมือนการส่งสารอาหารเข้าสู่โรงงานผลิตคอลลาเจนโดยตรง ช่วยให้ผิวฟู แน่น ฟื้นฟูได้ครอบคลุมหลายชั้นผิวยิ่งขึ้น
     

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ xTherma

ทำ xTherma เจ็บไหม? ต้องแปะยาชาหรือเปล่า?

โปรแกรม xTherma มีระบบทำความเย็นที่ดีมากครับ (7-Step Cooling System) ทำให้ความรู้สึกขณะทำอยู่ในระดับที่ทนได้ (ประมาณ 4-6 เต็ม 10) อย่างไรก็ตาม ที่ Issavee Clinic เราจะให้คนไข้แปะยาชาก่อนทำประมาณ 45 นาที เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่ผ่อนคลายและสบายที่สุดครับ
 


ใช้เวลาทำนานแค่ไหน?

เนื่องจากหัวทิปมีขนาดใหญ่ 5.0 cm² จึงทำงานได้รวดเร็วขึ้น  โดยทั่วไปการยิง 400 ช็อตที่ Issavee Clinic จะใช้เวลาเพียงประมาณ 20-30 นาทีเท่านั้น

ทำกี่วันถึงจะเห็นผล?

คนไข้จะรู้สึกได้ถึงผิวที่แน่นและกระชับขึ้นทันทีประมาณ 20% หลังทำ และผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตามกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ในช่วง 1-3 เดือน  และสามารถคงผลลัพธ์ได้ยาวนานอย่างน้อยประมาณ 1 ปี

โปรแกรม xTherma ราคาเท่าไหร่? ทำไมถึงบอกว่าคุ้มค่ากว่า?

หนึ่งในจุดเด่นของโปรแกรม xTherma (10Therma) คือความคุ้มค่าจากหัวยิงที่ใหญ่กว่ามาตรฐานเดิม 25% ทำให้ส่งพลังงานได้เยอะขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ใบหน้าได้มากขึ้น


xTherma สามารถทำคู่กับหัตถการอื่น (Combination Treatment) ได้ไหม?

แนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะการยิงคู่ฉีดมักจะได้ผลลัพธ์ที่มากกว่าการทำอย่างเดียวแยกกัน (Synergy) ดังนี้ครับ

  • ทำคู่กับ Skin Booster (เช่น  PN / โปรแกรม Prophylo / โปรแกรม Hydrodeluxe) : เป็นกลยุทธ์ "Heat + Feed" หลังจากยิง xTherma ผิวจะอยู่ในสภาวะที่ถูกกระตุ้นด้วยความร้อน (Heat Stress) และพร้อมสร้างคอลลาเจนสูงสุด การฉีด Skin Booster เข้าไปทันทีหรือหลังจากนั้น จะเปรียบเสมือนการป้อนสารอาหารให้โรงงานผลิตคอลลาเจนโดยตรง ช่วยให้ผิวฟู เด้ง และฉ่ำวาวขึ้นแบบก้าวกระโดด
  • ทำคู่กับ Biostimulator (โปรแกรม Radiesse / Sculptra) : มีหลายงานวิจัยในปัจจุบัน ที่แสดงให้เห็นผลลัพธ์การกระตุ้นคอลลาเจนที่มากขึ้น และการฟื้นฟูผิวที่ดีขึ้น โดยหมอจะเลือกฉีด Caha หรือ PLLA ตามหลังการทำ xTherma ทันที โดยจะเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวคนไข้เป็นหลัก
  • ทำคู่กับโปรแกรม Ulthera Prime : สำหรับท่านที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยในชั้นลึกมากๆ การใช้ xTherma (กระชับชั้นไขมันและหนังแท้) ร่วมกับโปรแกรม Ulthera Prime (ดึงรั้งชั้นกล้ามเนื้อ SMAS) จะให้ผลลัพธ์แบบ Full Face Lifting ที่สมบูรณ์แบบที่สุดครับ
     

xTherma ต่างจากเครื่อง Ulthera Prime อย่างไร ต้องเลือกตัวไหน?

ทั้งสองตัวช่วยยกกระชับเหมือนกัน แต่ทำงานคนละชั้นผิวครับ

  • โปรแกรม xTherma (คลื่น RF): เน้นทำความร้อนแบบกระจายเป็นวงกว้าง (Bulk Heating) ช่วยให้รัดไขมัน กระชับรูขุมขน และทำให้ผิวแน่นตึง (Firmness) เหมาะกับคนมีแก้มเยอะ มีเหนียง มีริ้วรอย อยากปรับปรุงสภาพผิวด้วย
  • โปรแกรม Ulthera (คลื่น Ultrasound): เน้นยิงเป็นจุดโฟกัสเล็กๆ เพื่อให้เกิดการหดตัวดึงรั้งที่ชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) เหมาะกับคนที่มีความหย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วงชัดเจน

สรุป: ที่ Issavee Clinic คุณหมอจะประเมินจากปริมาณไขมันและคุณภาพผิวของแต่ละท่านครับ บางเคสเหมาะกับ RF บางเคสเหมาะกับ Ulthera หรือบางเคสอาจต้องทำร่วมกันครับ
 


ทำ xTherma แล้วหน้าจะตอบไหม? เป็นคนแก้มตอบอยู่แล้วทำได้หรือเปล่า?

เป็นความกังวลยอดฮิตเลยครับ! ข้อดีของการมาทำที่ Issavee Clinic คือเทคนิค "ยิงน้อยแต่ได้ผลเยอะ" ของเราออกแบบมาเพื่อป้องกันปัญหานี้โดยเฉพาะ การที่เราไม่ได้บังคับยิงช็อตจำนวนมหาศาล (เช่น 900 ช็อต) ทั่วทั้งหน้า ช่วยลดการสะสมความร้อนส่วนเกินที่ทำให้ไขมันฝ่อตัวจนหน้าตอบ คุณหมอจะประเมินและเน้นยิงเฉพาะจุดที่มีปัญหาไขมันสะสมหรือหย่อนคล้อย (เช่น เหนียง หรือ กรอบหน้า) และเว้นบริเวณที่แก้มตอบอยู่แล้ว ทำให้กรอบหน้าชัดขึ้นโดยที่หน้าไม่ดูโทรมครับ

ผู้ชายทำ xTherma ได้ไหม?

ผู้ชายทำได้และเห็นผลดีมากครับ! โดยธรรมชาติผิวของผู้ชายมักจะมีความหนา มีไขมันใต้ผิวหนัง และมีปัญหารูขุมขนกว้างกว่าผู้หญิง การใช้คลื่น Monopolar RF ของ xTherma ที่ส่งพลังงานได้ลึก จะช่วยรัดกรอบหน้า (Jawline) ของผู้ชายให้คมชัดขึ้น และช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน รูขุมขนดูเล็กลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพิ่งฉีดโบท็อกซ์ (Botox) หรือฟิลเลอร์ (Filler) มา สามารถทำ xTherma ได้ไหม?

สามารถทำได้ครับ แต่มีข้อแนะนำคือ หากเป็นไปได้ควรทำ xTherma "ก่อน" การฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ แต่หากคนไข้เพิ่งฉีดมา แนะนำให้เว้นระยะเวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้ตัวยาโบท็อกซ์และเนื้อฟิลเลอร์ set ตัวเข้าที่ก่อนโดนพลังงานความร้อนจากเครื่องครับ

ผลลัพธ์ของ xTherma อยู่ได้นานแค่ไหน? ต้องทำบ่อยแค่ไหน?

ผลลัพธ์จากการทำเพียง 1 ครั้ง จะเริ่มเห็นผิวแน่นกระชับขึ้นทันทีหลังทำ และคอลลาเจนจะถูกสร้างใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วง 3-6 เดือน โดยทั่วไปผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 1 - 1.5 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลของแต่ละบุคคล แนะนำให้ทำปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็น Anti-Aging คงความอ่อนเยาว์ให้ผิวอย่างยั่งยืนครับ
 

 

 

 

 

 

 

 

ติดต่อเรา/ปรึกษาแพทย์