ตาสองชั้นคืออะไร

โดยปกติแล้วเปลือกตาคนเรามีกล้ามเนื้อสองชนิด คือ กล้ามเนื้อหลับตา และกล้ามเนื้อเปิดตา กล้ามเนื้อหลับตานั้นอยู่ค่อนข้างตื้นชิดแนบไปกับผิวหนัง (สังเกตได้จากการหลับตาแน่นแล้วเกิดริ้วรอยรอบดวงตา) ส่วนกล้ามเนื้อเปิดตาอยู่ในชั้นลึกกว่าและติดกับกระดูกอ่อนเปลือกตาและดึงขึ้นเพื่อเปิดตา ซึ่งในบางคนกล้ามเนื้อชนิดนี้จะมีเยื่อบางๆทอดไปติดกล้ามเนื้อหลับตาและผิวหนังด้านหน้า ทำให้โครงสร้างทั้งหมดแนบชิดเป็นอันเดียวกัน ประกอบกับการพับซ้อนของผิวหนังด้านบนเกิดเป็นตาสองชั้นขณะลืมตา

กายวิภาคการเกิดตาสองชั้นจากกล้ามเนื้อเปิดตาและจุดยึดชั้นตา


สำหรับกรณีตาชั้นเดียวหรือตาสองชั้นหลบในนั้น เกิดจากการที่ไม่มีบริเวณยึดติดกันของกล้ามเนื้อทั้งสองชนิดนั้นหรือมีในระดับต่ำ ๆ ใกล้แนวขนตาทำให้ไม่มีตาสองชั้นหรือมีชั้นตาเล็ก ๆ

การทำตาสองชั้น คืออะไร

การผ่าตัดทำตาสองชั้นคือการทำให้เกิดกับยึดติดกันระหว่างกล้ามเนื้อหลับตา/ผิวหนัง และกล้ามเนื้อลืมตาหรือโครงข้างข้างเคียง และแนบตัวได้ด้วยกันทำให้เกิดการซ้อนพับของผิวหนังเปลือกตาด้านบนเกิดเป็นชั้นตา ซึ่งการกำหนดความสูงของชั้นตาสองชั้นนั้นขึ้นกับความต้องการของคนไข้และความเหมาะสมในแต่ละคนที่มีลักษณะรอบดวงตาที่แตกต่างกัน
 

 

 

 

 

การทำตาสองชั้นมีกี่วิธี

เปรียบเทียบเทคนิคทำตาสองชั้นแบบกรีดยาว แผลสั้น และเย็บจุด


การผ่าตัดตาสองชั้นหลักๆแล้วสามารถทำได้ 3 วิธี คือ แผลกรีดยาว แผลสั้น และการเย็บเป็นจุด ๆ ซึ่งแต่ละวิธีก็จะมีข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมในคนไข้แต่ละคนที่แตกต่างกันไป

ตาสองชั้นแบบแผลกรีดยาว

ข้อดี

  • สามารถกำหนดชั้นตาสองชั้นได้มากกว่า
  • โอกาสชั้นตาหลุดน้อยกว่า
  • สามารถทำร่วมกับการผ่าตัดอื่นๆ เช่น ปรับกล้ามเนื้อตาลีเวเตอร์ หรือการย้ายไขมันได้
  • สามารถตัดหนังตาเพิ่มเติมกรณีมีหนังตาส่วนเกินได้

ข้อเสีย

  • มีแผลที่ยาวกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่นๆ (แต่แผลมักซ่อนอยู่ในชั้นตา ยกเว้นกรณีที่ต้องตัดหนังส่วนเกินในปริมาณมาก)

เหมาะสมกับใคร

  • เหมาะสมกับทุกคนที่ต้องการผ่าตัดตาสองชั้น

ตาสองชั้นแบบแผลสั้น

ข้อดี

  • สามารถกำหนดชั้นตาได้ (แต่อาจจะได้น้อยกว่าแผลกรีดยาว โดยเฉพาะบริเวณหางตา)
  • โอกาสชั้นตาหลุดน้อยกว่าการเย็บแบบจุด
  • สามารถทำร่วมกับการผ่าตัดอื่นๆ เช่น ปรับกล้ามเนื้อตาลีเวเตอร์ หรือการย้ายไขมันได้ (แต่ยากกว่าแผลกรีดยาว และมีข้อจำกัดมากกว่า)
  • แผลสั้นกว่าแบบกรีดยาว และซ่อนอยู่ในชั้นตา

ข้อเสีย

  • ปรับโครงสร้างต่างๆได้น้อยกว่าการผ่าตัดแบบแผลกรีดยาว
  • ควบคุมชั้นตาโดยเฉพาะบริเวณหางตาได้น้อยกว่าแผลกรีดยาว
  • ไม่สามารถทำร่วมกับการตัดหลังส่วนเกินได้

เหมาะสมกับใคร

  • เหมาะกับคนที่มีเปลือกตาค่อนข้างบาง
  • ไม่มีหนังตาส่วนเกิน

ตาสองชั้นโดยการเย็บแบบจุด

ข้อดี

  • แผลสังเกตได้ยากเนื่องจากเป็นจุดเล็กๆ

ข้อเสีย

  • โอกาสชั้นตาหลุดสูงกว่าวิธีอื่น
  • ไม่สามารถทำร่วมกับการปรับกล้ามเนื้อตาลีเวเตอร์ หรือการย้ายไขมันได้
  • ไม่สามารถตัดหนังตาส่วนเกินได้

เหมาะสมกับใคร

  • เหมาะกับคนที่มีเปลือกตาค่อนข้างบาง
  • ไม่มีหนังตาส่วนเกิน
สาเหตุตาไม่เท่ากันจากกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ตาโหล และคิ้วไม่เท่ากัน


โดยธรรมชาติแล้ว อวัยวะสองข้างของเราอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ซึ่งสาเหตุของความแตกต่างนั้นเกิดได้จากหลาย ๆ กรณี เช่น

  • ตำแหน่งชั้นตาที่มีตามธรรมชาติไม่เท่ากัน ทำให้การม้วนพับของตาสองชั้นแตกต่างกัน
  • มีความโหลลึกของตาไม่เท่ากัน ทำให้ข้างที่ตาโหลลีกมากกว่ามักจะมีชั้นตาที่สูงกว่า
  • ความแตกต่างของกระดูกเบ้าตาหรือกระดูกหน้าทั้งสองข้าง ทำให้ความลึกของตาแตกต่างกัน
  • ตำแหน่งคิ้วไม่เท่ากัน ทำให้ข้างที่ระดับคิ้วต่ำกว่า มีตาสองชั้นที่เล็กกว่า
  • มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแบบข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้แรงดึงม้วนพับของตาสองชั้นไม่เท่ากัน

ทั้งนี้สาเหตุต่าง ๆ ข้างต้น อาจพบร่วมกันในคนไข้คนหนึ่ง ๆ ได้ และการผ่าตัดแก้ไขและผลลัพธ์ก็จะมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคลแล้วแต่สาเหตุ

กล้ามเนื้อลืมตาอ่อนแรงคืออะไร

ปกติแล้วรอบดวงตัวมีกล้ามเนื้อหลายมัดที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของใบหน้าในบริเวณนี้ เช่น การยกคิ้ว การขมวดคิ้วหรือการกดหัวคิ้วลง การลืมตา การหลับตา จะสังเกตได้ว่าในแต่ละบริเวณไม่ว่าจะเป็นคิ้วหรือดวงตา จะมีกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ตรงข้ามกันเพื่อให้ทำงานได้อย่างราบรื่น หรือแม้แต่ในเวลาที่ไม่เราไม่รู้สึกตัวกล้ามเนื้อเหล่านี้ก็จะยังมีการทำงานในขนาดน้อยๆเพื่อเป็นการบาลานซ์กันและกันของตัวกล้ามเนื้อ ในส่วนของดวงตาก็เช่นกัน คือ 

  1. มีกล้ามเนื้อหลับตา ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับรอยตีนกาที่เกิดจากกล้ามเนื้อนี้
  2. กล้ามเนื้อลืมตา

ในส่วนของกล้ามเนื้อลืมตานั้นปกติแล้วมี 2 มัด คือ กล้ามเนื้อลีเวเตอร์ และ กล้ามเนื้อมุลลอร์ ที่คอยเสริมหน้าที่ของกันและกัน เมื่อไรก็ตามที่กล้ามเนื้อเหล่านี้ไม่สามารถดึงเปิดเปลือกตาได้อย่างเหมาะสม จะเรียกภาวะนี้ว่า “กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง” ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การอ่อนแรงแต่กำเนิด, การอ่อนแรงหรือการยืดตัวของกล้ามเนื้อตามอายุ, การหลุดของกล้ามเนื้อจากที่เกาะบริเวณกระดูกอ่อนเปลือกตา หรือ การอ่อนแรงหลังจากการผ่าตัดตา

โดยภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงนี้สามารถสังเกตได้จากอาการเบื้องต้นหลาย ๆ อย่าง เช่น มีอาการตาปรือดูง่วงตลอดเวลา, เบ้าตาดูโหลลึกขึ้น หรือมีชั้นตาสูงผิดปกติ

การประเมินกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงก่อนผ่าตัดแก้ไข


แต่อย่างไรก็ตามเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องควรได้รับการตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากการหลับตาลืมตานั้นค่อนข้างมีความละเอียดอ่อนในแต่ละภาวะ เช่น การลืมตาปกติ หรือ การจ้องมองเพ่งสายตา อาจทำให้มีการเปิดลืมตาได้มากน้อยแตกต่างกัน นอกจากนี้แล้วในคนเอเชียนั้นการลืมตาโดยเฉลี่ยแล้วจะได้น้อยกว่าฝรั่ง ฉะนั้นในบางกรณีอาจมองว่าเป็นภาวะปกติในคนไข้คนนั้นๆได้เช่นกัน

การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ทำได้หรือไม่


สามารถทำได้ โดยขึ้นกับสาเหตุที่ทำให้เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อและความรุนแรงมากน้อยของกล้ามเนื้ออ่อนแรงของคนไข้ในแต่ละคน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วสามารถแบ่งการแก้ไขได้หลักๆ 3 วิธี

1. การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยการปรับกล้ามเนื้อลีเวเตอร์

ข้อดี

  • สามารถปรับระดับการเปิดตาได้มากกว่าวิธีกล้ามเนื้อมูลเลอร์
  • สามารถทำร่วมกับการปรับกล้ามเนื้อมูลเลอร์ได้

ข้อเสีย

  • ต้องมีแผลผ่าตัดที่เปลือกตา โดยความสั้นยาวของแผลขึ้นกับความรุนแรงของกล้ามเนื้ออ่อนแรง และภาวะอื่นๆที่ต้องแก้ไขร่วมด้วย

เหมาะสมกับใคร

  • เหมาะกับคนไข้ที่กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแบบที่รุนแรงน้อยจนถึงมาก โดยที่ประเมินแล้วพบว่ากล้ามเนื้อตาลีเวเตอร์ยังทำงานได้ดี

2. การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยการปรับกล้ามเนื้อมูลเลอร์

ข้อดี

  • สามารถผ่าตัดแก้ไขโดยซ่อนแผลในเยื่อบุตาได้

ข้อเสีย

  • ปรับระยะการเปิดตาได้ค่อนข้างน้อย

เหมาะสมกับใคร

  • เหมาะกับคนไข้ที่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่รุนแรงน้อย

3. การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยการใช้กล้ามเนื้อยกคิ้ว

ข้อดี

  • สามารถทำได้แม้การทำงานของกล้ามเนื้อลีเวเตอร์ไม่ดี

ข้อเสีย

  • จำเป็นต้องมีแผลบริเวณคิ้ว และแผลบริเวณเปลือกตา
  • การทำงานของกล้ามเนื้อยกคิ้วอาจไม่ธรรมชาติเท่ากับกล้ามเนื้อลีเวเตอร์ จำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อปรับตัวหลังการผ่าตัด ซึ่งผลจากการฝึกอาจแตกต่างกันไปในคนไข้แต่ละคน

เหมาะสมกับใคร

  • คนไข้ที่การทำงานของกล้ามเนื้อลีเวเตอร์ไม่ดี เช่น กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแบบรุนแรงแต่กำเนิด

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงทำพร้อมกับผ่าตัดตาสองชั้นได้หรือไม่

สามารถทำได้พร้อมๆกับการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง โดยวิธีการผ่าตัดตาสองชั้นไปพร้อมๆกันนั้นจะขึ้นกับวิธีการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงและตำแหน่งแผลผ่าตัด เช่น การผ่าตัดแก้ไขโดยวิธีกล้ามเนื้อลีเวเตอร์ (แผลสั้น หรือ แผลยาว) จะสามารถทำพร้อมๆกับการผ่าตัดทำตาสองชั้นโดยวิธีกรีดสั้น หรือ กรีดยาวได้

หรือในส่วนของการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยวิธีมูลเลอร์ผ่านแผลเยื่อบุตานั้น จะสามารถผ่าตัดตาสองชั้นได้โดยวิธีการเย็บแบบจุด (หากไม่ต้องการให้มีแผลกรีดสั้นหรือยาวที่เปลือกตา) หรือโดยวิธีกรีดสั้น หรือกรีดยาวก็ได้เช่นกัน โดยรวมอาจสรุปได้ดังนี้

1. การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยการปรับกล้ามเนื้อลีเวเตอร์ และตาสองชั้นโดยวิธีกรีดสั้น

ข้อดี

  • สามารถกำหนดชั้นตาได้ (แต่อาจะได้น้อยกว่าแผลกรีดยาว โดยเฉพาะบริเวณหางตา)
  • โอกาสชั้นตาหลุดน้อยกว่าการเย็บแบบจุด
  • สามารถปรับกล้ามเนื้อตาลีเวเตอร์ในระดับหนึ่ง (น้อยกว่าแผลกรีดยาว)
  • แผลสั้นกว่าแบบกรีดยาว และซ่อนอยู่ในชั้นตา

ข้อเสีย

  • ควบคุมชั้นตาโดยเฉพาะบริเวณหางตาได้น้อยกว่าแผลกรีดยาว
  • ไม่สามารถทำร่วมกับการตัดหลังส่วนเกินได้
  • ปรับกล้ามเนื้อตาลีเวอเตอร์ดได้น้อยกว่าวิธีแผลกรีดยาว

เหมาะสมกับใคร

  • เหมาะกับคนที่มีเปลือกตาค่อนข้างบาง
  • ไม่มีหนังตาส่วนเกิน
  • กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับน้อยและการทำงานของกล้ามเนื้อลีเวเตอร์ยังดี

2. การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยการปรับกล้ามเนื้อลีเวเตอร์ และตาสองชั้นโดยวิธีกรีดยาว

ข้อดี

  • สามารถกำหนดชั้นตาสองชั้นได้มากกว่า
  • โอกาสชั้นตาหลุดน้อยกว่า
  • สามารถปรับกล้ามเนื้อตาลีเวเตอร์ได้มากกว่าการผ่าตัดแบบแผลกรีดสั้น ซึ่งจำเป็นในกรณีที่กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแบบปานกลางหรือมาก
  • สามารถตัดหนังตาเพิ่มเติมกรณีมีหนังตาส่วนเกินได้

ข้อเสีย

  • มีแผลที่ยาวกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่นๆ (แต่แผลมักซ่อนอยู่ในชั้นตา ยกเว้นกรณีที่ต้องตัดหนังส่วนเกินในปริมาณมาก)

เหมาะสมกับใคร

  • เหมาะสมกับทุกคนที่ต้องการผ่าตัดตาสองชั้นและมีภาวรกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
  • กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับน้อยและการทำงานของกล้ามเนื้อลีเวเตอร์ยังดี

3. การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยการปรับกล้ามเนื้อมูลเลอร์ และตาสองชั้นโดยวิธีเย็บแบบจุด

ข้อดี

  • แผลสังเกตได้ยากเนื่องจากเป็นจุดเล็กๆ

ข้อเสีย

  • โอกาสชั้นตาหลุดสูงกว่าวิธีอื่น
  • ไม่สามารถทำร่วมกับการปรับกล้ามเนื้อตาลีเวเตอร์จึงไม่เหมาะกับกรณีที่กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมาก
  • ไม่สามารถตัดหนังตาส่วนเกินได้
  • การปรับกล้ามเนื้อมูลเลอร์ทางเยื่อบุตา ในบางกรณีอาจเกิดการระคายเคืองหลังการผ่าตัดได้

เหมาะสมกับใคร

  • เหมาะกับคนที่มีเปลือกตาค่อนข้างบาง
  • ไม่มีหนังตาส่วนเกิน
  • มีกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับน้อย

การผ่าตัดย้ายไขมัน

ตาโหลลึกเกิดจากไขมันรอบดวงตาลดลงและโครงสร้างเบ้าตา


ตาโหลลึกเกิดจากอะไร

ตาโหลลึกที่ทำให้เกิดความรู้สึกดูอ่อนล้า ดูเหนื่อยเพลียอยู่ตลอดเวลานั้น เกิดได้จากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นลักษณะโครงสร้างเดิมในแต่ละคนหรือจากสาเหตุอื่นๆที่เกิดขึ้นในภายหลัง

โดยธรรมชาติแล้วลักษณะโครงสร้างรอบดวงตาของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ตั้งแต่โครงสร้างกระดูกไปจนถึงผิวหนังเปลือกตาและรอบดวงตา ทำให้มีลักษณะความลึกของรอบดวงตาที่สังเกตได้มากน้อยแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น การมีกระดูกเบ้าตาที่โหนกนูนร่วมกับการมีไขมันรอบดวงตาที่น้อยและผิวหนังที่บาง อาจทำให้ความโหลลึกของดวงตามีได้มากกว่าเมื่อเทียบกับคนที่มีชั้นไขมันและผิวหนังในระดับเดียวกัน นอกจากนี้การมีภาวะอื่นๆร่วมด้วย เช่น ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง อาจทำให้เกิดลักษณะตาโหลลึกสังเกตุได้เด่นชัดมากขึ้น

ในส่วนของสาเหตุอื่นๆ เช่น การผ่าตัดเอาไขมันรอบดวงตาออกไปมากเกินไป หรือการเปลี่ยนแปลงตามอายุที่มากขึ้น (การมีกระดูกเบ้าตาที่บางลง และการลดลงของไขมันบริเวณรอบดวงตา) ก็ทำให้เกิดลักษณะตาโหลลึกได้เช่นเดียวกัน

การแก้ไขตาโหลลึกทำได้อย่างไรบ้าง

วิธีแก้ตาโหลลึกด้วยการย้ายไขมันและเติมไขมันรอบดวงตา


จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าภาวะตาโหลลึกนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ฉะนั้นจากรักษาเพื่อแก้ไขภาวะนี้จึงควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริงและการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม โดยหลักๆแล้วจะมีการประเมินเพื่อดูว่า

  1. กระดูกเบ้าตาโหนกนูนและลึกหรือไม่
  2. มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหรือไม่
  3. มีไขมันรอบดวงตาเพียงพอหรือไม่

และวางแผนการรักษาซึ่งประกอบไปด้วยวิธีการหลัก ๆ ดังนี้

1. การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ร่วมกับการย้ายไขมันตา

ข้อดี

  • สามารถแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงและภาวะตาโหลลึกได้พร้อมๆกัน โดยวิธีการผ่าตัดแผลสั้นหรือแผลยาวแบบการผ่าตัดตาสองชั้น
  • สามารถกำหนดความสูงของตาสองชั้นใหม่ได้
  • สามารถตัดหนังตาส่วนเกินร่วมด้วยได้
  • สามารถประเมินปริมาณไขมันที่ต้องฉีดเติมในภายหลังได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ในกรณีที่ยังมีภาวะตาโหลลึกและต้องฉีดไขมันเพิ่มเติม

ข้อเสีย

  • มีแผลที่ผ่าตัดบริเวณเปลือกตา (แผลมักซ่อนอยู่ในชั้นตา ยกเว้นกรณีที่ต้องตัดหนังส่วนเกินในปริมาณมาก)
  • ผลลัพธ์ของการผ่าตัดขึ้นกับการแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง และปริมาณไขมันรอบดวงตาที่มีอยู่เดิม ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน จึงอาจทำให้จำเป็นต้องมีการฉีดเติมไขมันในภายหลังในบางกรณี

เหมาะสมกับใคร

  • คนไข้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงร่วมกับภาวะตาโหลลึก
  • การทำงานของกล้ามเนื้อลีเวเตอร์ (กล้ามเนื้อเปิดตา) อยู่ในระดับดี

2. การผ่าตัดย้าย/จัดเรียงไขมันรอบดวงตา

ข้อดี

  • สามารถกำหนดความสูงของตาสองชั้นใหม่ได้
  • สามารถตัดหนังตาส่วนเกินร่วมด้วยได้
  • สามารถประเมินปริมาณไขมันที่ต้องฉีดเติมในภายหลังได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ในกรณีที่ยังมีภาวะตาโหลลึกและต้องฉีดไขมันเพิ่มเติม

ข้อเสีย

  • มีแผลที่ผ่าตัดบริเวณเปลือกตา (แผลมักซ่อนอยู่ในชั้นตา ยกเว้นกรณีที่ต้องตัดหนังส่วนเกินในปริมาณมาก)
  • ผลลัพธ์ของการผ่าตัดขึ้นกับปริมาณไขมันรอบดวงตาที่มีอยู่เดิม ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน จึงอาจทำให้จำเป็นต้องมีการฉีดเติมไขมันในภายหลังในบางกรณี

เหมาะสมกับใคร

  • คนไข้ที่มีภาวะตาโหลลึกแบบเล็กน้อยถึงปานกลาง

3. การฉีดเติมไขมันรอบดวงตา โดยใช้ไขมันจากบริเวณอื่น

ข้อดี

  • แผลบริเวณเปลือกตา (มักอยู่บริเวณใต้หางคิ้ว) มีขนาดเล็กและเป็นจุด
  • การบวมช้ำและการพักฟื้นน้อยกว่าการผ่าตัดย้ายไขมัน

ข้อเสีย

  • การคงอยู่ของไขมันมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล จำเป็นต้องประเมินเพื่อดูผลลัพธ์สุดท้ายที่ประมาณ 3-6 เดือน
  • อาจจำเป็นต้องมีการฉีดเติมไขมันซ้ำ กรณีไขมันฝ่อสลายไปและยังมีภาวะตาโหลลึกหลงเหลือ
  • ต้องดูดไขมันมาจากบริเวณอื่น เช่น ท้อง หรือ ต้นขา เพื่อนำมาผ่านกระบวนการเตรียมไขมันเพื่อการฉีดเติมบริเวณรอบดวงตา

เหมาะสมกับใคร

  • คนไข้ที่มีภาวะตาโหลลึกในหลายๆระดับตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก
  • ไม่ต้องการมีแผลผ่าตัดบริเวณเปลือกตา

4. การผ่าตัดย้ายไขมันและแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (ถ้ามี) ร่วมกับการฉีดเติมไขมัน

ข้อดี

  • ลดจำนวนครั้งของการผ่าตัดลง
  • สามารถแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (ถ้ามี) และภาวะตาโหลลึกได้พร้อมๆกัน โดยวิธีการผ่าตัดแผลสั้นหรือแผลยาวแบบการผ่าตัดตาสองชั้น
  • สามารถกำหนดความสูงของตาสองชั้นใหม่ได้
  • สามารถตัดหนังตาส่วนเกินร่วมด้วยได้

ข้อเสีย

  • มีแผลที่ผ่าตัดบริเวณเปลือกตา (แผลมักซ่อนอยู่ในชั้นตา ยกเว้นกรณีที่ต้องตัดหนังส่วนเกินในปริมาณมาก)
  • ผลลัพธ์ของการผ่าตัดขึ้นกับปริมาณไขมันรอบดวงตาที่มีอยู่เดิม ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน และปริมาณไขมันที่เติม
  • การประเมินปริมาณการฉีดไขมันที่เหมาะสมทำได้ยากขึ้นเนื่องจากมีการบวมจากการผ่าตัดแบบกรีดสั้นหรือยาวบริเวณเปลือกตา

เหมาะสมกับใคร

  • มีภาวะตาโหลลึกมาก และจากการประเมินเบื้องต้นมีปริมาณไขมันรอบดวงตาเพื่อจัดเรียงในปริมาณน้อย

เปลือกตาหนาและตาตก เกิดจากอะไร

โดยพื้นฐานแล้วโครงสร้างรอบดวงตาของแต่ละคนมีความแตกต่างกันตั้งแต่ความหนาของผิวหนัง, ปริมาณไขมันใต้ผิวหนัง, ปริมาณไขมันรอบดวงตา, ตำแหน่งความสูงของคิ้ว จนถึงลักษณะกระดูกบริเวณโหนกคิ้ว ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ลักษณะของเปลือกตามีความจำเพาะในแต่ละคน ซึ่งลักษณะของการมีเปลือกตาหนาและตกอาจแบ่งได้เป็น 2 กรณีหลักๆ คือ

  1. เป็นลักษณะโครงสร้างที่เป็นมาแต่กำเนิด ในกรณีนี้มักเกิดจากความจำเพาะในเชิงโครงสร้าง คือ การมีผิวหนังเปลือกตาหนา, การมีไขมันชั้นใต้ผิวหนังปริมาณมาก, การมีไขมันรอบดวงตาในปริมาณมาก และ/หรือ ตำแหน่งของคิ้วค่อนข้างต่ำ โดยในแต่ละคนอาจจะมีลักษณะเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่ง หรือทั้งหมด
  2. เป็นลักษณะโครงสร้างที่เกิดขึ้นมาในภายหลัง สาเหตุที่เกิดขึ้นในภายหลังนี้ เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การมีอายุที่มากขึ้นทำให้คิ้วตก และ การสูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อยกคิ้วไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจากตัวกล้ามเนื้อเอง หรือจากเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อนั้น

จากที่กล่าวมาเบื้องต้นแล้วจะเห็นได้ว่าลักษณะของคิ้วและตำแหน่งของคิ้วที่เป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่สัมพันธ์กับเปลือกตาตกและหนา โดยธรรมชาติแล้วคิ้วมักมีการขยับขึ้นหรือลงเพื่อเป็นส่วนช่วยในการแสดงออกของอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ และมีกล้ามเนื้อหลายมัดที่ทำงานประสานกันเพื่อการแสดงออกนี้ ประกอบด้วย 1) กล้ามเนื้อยกคิ้ว (elevator muscle) ซึ่งมีมัดเดียว คือ frontalis muscle 2) กล้ามเนื้อกดคิ้วลง (depressors) ซึ่งประกอบด้วย กล้ามเนื้อขมวดคิ้ว (corrugator supercilli muscle), กล้ามเนื้อกดคิ้วลง (procerus muscle and depressor supercilli muscle) และกล้ามเนื้อหลับตา (orbicularis oculi muscle) ซึ่งจะเห็นได้ว่ากล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกคิ้วขึ้นมีเพียงมัดเดียวแต่กล้ามเนื้ออื่นๆส่งผลให้คิ้วถูกกดต่ำลง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นในทางกายวิภาคที่เกี่ยวข้องกับการตกของคิ้วตั้งแต่ 1) บริเวณที่เกาะของกล้ามเนื้อ frontalis muscle ที่พบว่าในบางคนจะเกาะไม่ถึงบริเวณหางคิ้ว 2) ลักษณะเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณคิ้ว เนื่องจากบริเวณคิ้วจะเป็นบริเวณที่ต้องมีการขยับตัวของกล้ามเนื้อขึ้นและลงอย่างที่ได้กล่าวไป จึงทำให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังในบริเวณนี้มีลักษณะที่หลวมการบริเวณอื่นที่ไม่มีการขยับตัวหรือมีการขยับที่น้อยกว่า และบริเวณหางคิ้วหลวมกว่าบริเวณหัวคิ้ว และ 3) ปริมาณไขมันใต้ผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณหางคิ้วมีมากกว่าบริเวณหัวคิ้วทำให้มีน้ำหนักและโอกาสการตกของคิ้วมากกว่า ซึ่งโดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่าความแตกต่างของโครงสร้างของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน จึงทำให้มีลักษณะและตำแหน่งของคิ้วที่แตกต่างกัน รวมไปถึงโอกาสการเกิดคิ้วตกในอนาคตแตกต่างกัน โดยหางคิ้วมีโอกาสตกได้มากกว่าหัวคิ้ว จึงทำให้การประเมินและวิเคราะห์โครงสร้างที่จำเพาะในคนไข้แต่ละคนมีความจำเป็นเพื่อการเลือกวิธีการรักษาแก้ไขอย่างเหมาะสม

เปลือกตาหนาและตกแก้ไขได้อย่างไรบ้าง

การแก้ไขภาวะนี้สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นกับการประเมินและวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เกี่ยวข้อง โดยประกอบไปด้วยประเด็นหลักๆ คือ

  • เปลือกตาที่หนาและตกเกิดขึ้นในส่วนใดของดวงตา
  • ปริมาณไขมันรอบดวงตาและไขมันใต้ผิวหนังมากน้อยเพียงใด
  • มีภาวะคิ้วตกร่วมด้วยหรือไม่

1. การผ่าตัดผ่านแผลเปลือกตากรีดยาวและตัดหนังส่วนเกิน (Upper blepharoplasty)

ข้อดี

  • แก้ไขเปลือกตาตกหัวตาและหางตาได้
  • แผลซ่อนอยู่ในชั้นตา
  • สามารถกำหนดชั้นตาสองชั้นใหม่ร่วมด้วยได้
  • สามารถทำร่วมกับการผ่าตัดอื่นๆ เช่น ปรับกล้ามเนื้อตาลีเวเตอร์ หรือการตัดไขมันใต้ผิวหนังและรอบดวงตาส่วนเกินได้

ข้อเสีย

  • ปริมาณผิวหนังส่วนเกินที่ตัดได้มีจำกัด
  • แผลผ่าตัดอาจเกินรอยพับตาสองขั้นหากตัดหนังส่วนเกินในปริมาณมาก
  • มีโอกาสคิ้วตกมากขึ้นในผู้ป่วยบางราย

เหมาะสมกับใคร

  • เปลือกตาตกบริเวณหางตา และ/หรือ หัวตา
  • มีระยะระหว่างแนวขนตาจนถึงคิ้วที่เหมาะสม
  • ไม่ต้องการแผลเป็นบริเวณรอบคิ้ว

2. ผ่าตัดแผลใต้คิ้ว (Sub Brow Lift)

ข้อดี

  • แก้ไขเปลือกตาตกบริเวณหางตาได้
  • แผลเป็นซ่อนอยู่ใต้คิ้ว

ข้อเสีย

  • แผลเป็นอาจสังเกตุได้ในกรณีที่คิ้วบาง
  • มีโอกาสคิ้วตกมากขึ้นในผู้ป่วยบางราย

เหมาะสมกับใคร
คนที่มีผิวหนังเปลือกตาตกเฉพาะบริเวณหางตา
มีชั้นตาเดิมที่สวยงามและไม่ต้องการมีแผลบริเวณเปลือกตา
เขียนคิ้วเป็นประจำหรือสักคิ้ว (เพื่อซ่อนรอยแผลเป็นให้สังเกตุได้ยาก)

3. ศัลยกรรมยกคิ้ว

ในส่วนของศัลยกรรมยกคิ้วนั้นสามารถแก้ไขได้หลายๆ วิธี ตั้งแต่วิธีการไม่ผ่าตัด คือ การฉีด Botox, การฉีด Filler หรือการทำ Ultherapy และการแก้ไขโดยวิธีการผ่าตัด ซึ่งขึ้นกับความเหมาะสมและความต้องการของคนไข้เป็นราย ๆ ไป อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคศัลยกรรมยกคิ้วได้ที่ ศัลยกรรมยกคิ้วส่องกล้อง Endotine คืออะไร

เลือกวิธีแก้หนังตาตกแบบไหนดี เปรียบเทียบ Upper Blepharoplasty Subbrow Lift และ Endoscopic Brow Lift สำหรับผู้มีเปลือกตาตก หางตาตก และคิ้วตก

 

ศัลยกรรมถุงใต้ตา

วิธีแก้ตาโหลลึกด้วยการย้ายไขมันและเติมไขมันรอบดวงตา


การผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตา : หลักการ กายวิภาค เทคนิคการผ่าตัด และการดูแลหลังผ่าตัด

Lower lid blepharoplasty คือการผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตาและความหย่อนคล้อยของเปลือกตาล่าง ช่วยฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ของใบหน้า โดยใช้เทคนิคการจัดการไขมันและโครงสร้างรอบดวงตาอย่างเหมาะสม

บริเวณรอบดวงตาเป็นหนึ่งในส่วนแรกของใบหน้าที่แสดงสัญญาณของความชรา เนื่องจากผิวหนังบางและมีโครงสร้างเนื้อเยื่อที่ซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง กล้ามเนื้อ และไขมันในเบ้าตาอาจทำให้เกิดลักษณะของ ถุงใต้ตา ร่องใต้ตา และความหย่อนคล้อยของเปลือกตาล่าง ส่งผลให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและมีอายุเพิ่มขึ้น

การผ่าตัด Lower blepharoplasty หรือการผ่าตัดถุงใต้ตาเป็นหัตถการศัลยกรรมตกแต่งที่มีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยสามารถปรับปรุงหลายองค์ประกอบของเปลือกตาล่าง เช่น

  • ผิวหนังส่วนเกิน
  • กล้ามเนื้อรอบดวงตา
  • orbital septum ที่หย่อน
  • ไขมันในเบ้าตาที่โป่งออกมา
  • ความหย่อนของโครงสร้างพยุงเปลือกตา

ในอดีต การผ่าตัดมักเน้นการ ตัดเอาเนื้อเยื่อส่วนเกินออก เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้อ หรือไขมัน แต่แนวคิดสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับการ ฟื้นฟูโครงสร้างที่ดูอ่อนเยาว์ (Restoration of youthful anatomy) มากกว่าการตัดออกเพียงอย่างเดียว เพราะการตัดเนื้อเยื่อมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลลัพธ์ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติได้

แนวคิดสมัยใหม่ในการผ่าตัด Lower Lid Blepharoplasty

การผ่าตัดถุงใต้ตาในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการ เอาไขมันออก (Fat Removal) แต่เน้น

  • การจัดเรียงไขมันใหม่ (fat repositioning)
  • การเสริม volume บริเวณร่องใต้ตา
  • การยก midface
  • การปรับความตึงของเปลือกตาล่าง

เพื่อให้ผลลัพธ์ดู เป็นธรรมชาติและคงความอ่อนเยาว์ของใบหน้า
ในอดีต การผ่าตัดมักเน้นการ ตัดไขมันออก (Fat Excision) แต่แนวคิดในปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นการ รักษาปริมาตรไขมันและฟื้นฟูโครงสร้างรอบดวงตา หากตัดไขมันมากเกินไป อาจเกิดปัญหา

  • ใต้ตาลึก
  • เปลือกตายุบ
  • ความไม่สมมาตร

ดังนั้นการผ่าตัดสมัยใหม่จึงเน้น

  • Fat preservation
  • Fat repositioning
  • การเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างพยุงรอบดวงตา เช่น พยุงเอ็นบริเวณหางตา (Canthopexy) และสามารถผ่าตัดยกกระชับหน้าแก้มได้ (Midface lift)

กายวิภาคของเปลือกตาล่าง (Lower Eyelid Anatomy)

กายวิภาคของเปลือกตาล่างและโครงสร้างถุงใต้ตา


ความเข้าใจโครงสร้างกายวิภาคของเปลือกตาล่างมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผ่าตัดถุงใต้ตา เนื่องจากโครงสร้างหลายส่วนทำงานร่วมกันเพื่อรักษาตำแหน่งของเปลือกตาและการทำงานของดวงตา

1. ผิวหนังและกล้ามเนื้อรอบดวงตา
ผิวหนังบริเวณเปลือกตาเป็นผิวหนังที่บางที่สุดในร่างกาย และมีไขมันใต้ผิวน้อยมาก ทำให้เกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยได้ง่ายเมื่ออายุมากขึ้น 

กล้ามเนื้อหลักของเปลือกตา คือ orbicularis oculi muscle ซึ่งทำหน้าที่เป็นกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่ช่วยในการปิดตาและช่วยกระจายน้ำตาไปทั่วผิวกระจกตา เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อส่วนนี้อาจเกิดการหย่อน ทำให้เปลือกตาล่างสูญเสียความกระชับ

2.Tarsal Plate
Tarsal plate เป็นโครงสร้าง fibrous ที่ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงแก่เปลือกตา

  • ความยาวประมาณ 29 มิลลิเมตร
  • ความหนาประมาณ 1 มิลลิเมตร

ในเปลือกตาล่าง tarsal plate มีความสูงประมาณ 3.5–5 มิลลิเมตร และยึดติดกับกระดูกเบ้าตาผ่านเส้นเอ็นตา (medial และ lateral canthal ligaments) โครงสร้างนี้ช่วยรักษาตำแหน่งของขอบเปลือกตาและมีบทบาทสำคัญในการคงรูปของขอบตาล่าง (eyelid margin)

3. Orbital Septum
Orbital septum
เป็นถุงหุ้มไขมัน ที่ทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นระหว่างไขมันในเบ้าตาและเนื้อเยื่อของเปลือกตา
ในเปลือกตาล่าง septum จะเชื่อมกับ capsulopalpebral fascia ประมาณ 5 มิลลิเมตรใต้ tarsus และยึดกับกระดูก orbital rim เกิดเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า arcus marginalis เมื่อ orbital septum อ่อนตัวตามอายุ ไขมันในเบ้าตาจะเคลื่อนตัวมาด้านหน้าและเกิดลักษณะของถุงใต้ตา

4. Capsulopalpebral Fascia
Capsulopalpebral fascia เป็นโครงสร้างที่ทำหน้าที่เป็น lower eyelid retractors
โครงสร้างนี้มีต้นกำเนิดจากกล้ามเนื้อ

  • inferior rectus
  • inferior oblique

และรวมกันเป็น Lockwood suspensory ligament ก่อนจะยึดติดกับ tarsal plate ของเปลือกตาล่าง หน้าที่สำคัญคือควบคุมการเคลื่อนไหวของเปลือกตาล่างและช่วยให้เปลือกตาแนบกับลูกตา

5. ไขมันในเบ้าตา (Orbital Fat Pads)
เปลือกตาล่างมีไขมันหลัก 3 ส่วน ได้แก่

  • Medial fat pad
  • Central fat pad
  • Lateral fat pad

โดย

  • inferior oblique muscle แยกระหว่าง medial และ central fat pad
  • arcuate expansion แยกระหว่าง central และ lateral fat pad

ไขมันเหล่านี้ทำหน้าที่รองรับลูกตา แต่เมื่อ orbital septum อ่อนตัว ไขมันจะเคลื่อนออกมาด้านหน้า ทำให้เกิดถุงใต้ตา

การเปลี่ยนแปลงของเปลือกตาล่างตามอายุ

การเกิดถุงใต้ตาไม่ได้เกิดจากไขมันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงหลายองค์ประกอบของใบหน้า ได้แก่

1. bความหย่อนของ orbital septum ทำให้ไขมันในเบ้าตาเคลื่อนตัวมาด้านหน้า (fat herniation)
2. การหย่อนของกล้ามเนื้อและเอ็นพยุง ทำให้เนื้อเยื่อใต้ตาเคลื่อนลง
3. Midface aging การหย่อนของไขมันบริเวณแก้มทำให้

  • ขอบกระดูกเบ้าตาด้านล่าง (inferior orbital rim) เด่นขึ้น
  • ร่องน้ำตา (tear trough) ลึกขึ้น

4. Eyelid laxity ความอ่อนตัวของ medial และ lateral canthal tendon อาจทำให้เกิดขอบตาล่างหย่อนหรือปลิ้น (ectropiom) รวมถึงเห็นตาขาวบริเวณขอบตาล่างมากขึ้น (scleral show)

การประเมินผู้ป่วยก่อนผ่าตัด

การประเมินก่อนผ่าตัดมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
การตรวจร่างกายควรประเมิน

  • ความหย่อนของเปลือกตาล่าง
  • ปริมาณไขมันใต้ตา
  • ร่องน้ำตา (tear trough area)
  • ความหย่อนของแก้ม (midface)
  • ตำแหน่งของหางตา (lateral canthus)

การซักประวัติผู้ป่วยควรครอบคลุม

  • โรคตา
  • ภาวะตาแห้ง
  • การใช้ contact lens
  • ประวัติการผ่าตัดตา
  • โรคไทรอยด์ที่มีผลต่อดวงตา

เทคนิคการผ่าตัดถุงใต้ตา (Lower Lid Blepharoplasty)

เปรียบเทียบเทคนิคผ่าตัดถุงใต้ตา


1. ผ่าตัดถุงใต้ตาแบบแผลด้านนอก (Transcutaneous Lower Blepharoplasty)

เป็นการผ่าตัดผ่านแผลใต้ขนตาล่าง (subciliary incision) สามารถแก้ไขได้หลายองค์ประกอบ เช่น

  • สามารถตัดผิวหนังส่วนเกินได้
  • จัดเรียงไขมันหรือตัดไขมันใต้ตาออก
  • สามารถทำพร้อมกับการยกกระชับหน้าแก้มได้ (Midface lift)

ข้อเสีย

  • มีแผลด้านนอก
  • เกิดภาวะตาปลิ้นได้ (Ectropion)

2. ผ่าตัดถุงใต้ตาแบบซ่อนแผลในเยื่อบุตา (Transconjunctival Blepharoplasty)

เป็นการผ่าตัดผ่านเยื่อบุตาด้านในของเปลือกตา ไม่มีแผลด้านนอก
เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่

  • มีไขมันใต้ตาโป่ง
  • ไม่มีผิวหนังส่วนเกิน
  • โครงสร้างเปลือกตายังแข็งแรง

แผลจะทำที่เยื่อบุตาประมาณ 4 มิลลิเมตรใต้ Tarsus เพื่อเข้าถึง Fat pads และจัดการไขมันใต้ตา
ข้อดีคือ

  • ไม่มีแผลภายนอก
  • ลดความเสี่ยง Eyelid malposition

3. เทคนิคการจัดการไขมันใต้ตา

เทคนิคสำคัญที่ใช้ในการผ่าตัด ได้แก่

  • Fat excision การตัดไขมันส่วนที่โป่งออก
  • Fat repositioning การย้ายและจัดเรียงไขมันไปเติมร่องน้ำตา (tear trough deformity) เพื่อทำให้ร่องน้ำตาตื้นขึ้น
  • Fat preservation การเก็บไขมันไว้เพื่อป้องกันตาลึก

เทคนิค TFRB ของ Issavee Clinic
(Transconjunctival Fat Reposition Lower Blepharoplasty)

การผ่าตัดถุงใต้ตาแบบแผลซ่อนด้านในเป็นเทคนิคที่ช่วยแก้ปัญหาถุงใต้ตาและร่องใต้ตา โดยเข้าถึงไขมันใต้ตาผ่าน ด้านในของเปลือกตา จึงไม่มีแผลเป็นให้เห็นบนผิวหนังภายนอก ซึ่งขั้นตอนการผ่าตัดต้องอาศัยความละเอียดสูง เนื่องจากบริเวณรอบดวงตาเป็นพื้นที่ที่มีโครงสร้างสำคัญจำนวนมาก

1. การเตรียมผู้ป่วยก่อนผ่าตัด
     ก่อนเริ่มการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะให้ผู้ป่วยอยู่ใน ท่านั่ง เพื่อประเมินลักษณะของถุงใต้ตาและความลึกของร่องใต้ตา จากนั้นจึงทำการกำหนดตำแหน่งของไขมันที่ต้องปรับแต่งและทำเครื่องหมายบนผิวหนังเพื่อใช้เป็นแนวทางระหว่างการผ่าตัด
บริเวณเปลือกตาล่างและแก้มส่วนบนจะถูกฉีดยาชาเฉพาะที่ เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดและลดเลือดออกระหว่างการผ่าตัด

2. การเปิดแผลด้านในเปลือกตา
     ศัลยแพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็กบริเวณ ด้านในของเยื่อบุเปลือกตาล่าง (conjunctiva) โดยตำแหน่งของแผลจะอยู่ใกล้ขอบเปลือกตาแต่ยังอยู่ด้านใน จึงไม่เห็นแผลจากภายนอก แผลมีความยาวประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร และใช้เครื่องมือไฟฟ้าขนาดเล็กเพื่อเปิดผ่านชั้นเยื่อบุตาและโครงสร้างบางส่วนของเปลือกตาอย่างระมัดระวังหลังจากเปิดแผลแล้ว แพทย์จะใช้อุปกรณ์เฉพาะทางเพื่อเปิดพื้นที่ผ่าตัดและมองเห็นโครงสร้างภายในได้ชัดเจน

3. การเข้าถึงและปรับแต่งไขมันใต้ตา
     เมื่อเข้าสู่บริเวณผ่าตัด ศัลยแพทย์จะค่อย ๆ แยกเนื้อเยื่อเพื่อเข้าสู่ชั้นที่มี ไขมันใต้ตา (orbital fat) หรือถุงไขมันใต้ตา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของถุงใต้ตา ซึ่งไขมันใต้ตามักแบ่งออกเป็นหลายส่วน แพทย์จะพิจารณาว่าส่วนใดมีการโป่งมากเกินไป จากนั้นจึงทำการปรับแต่งไขมันอย่างระมัดระวัง บางส่วนของไขมันอาจถูกนำออกเพื่อลดความโป่งของถุงใต้ตา และทำการหยุดเลือดอย่างละเอียดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

4. การคลายโครงสร้างที่ทำให้เกิดร่องใต้ตา
     หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของเทคนิคนี้คือ การคลายโครงสร้างที่ยึดร่องใต้ตา (tear trough ligament) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ทำให้เกิดร่องลึกบริเวณใต้ตา ศัลยแพทย์จะค่อย ๆ แยกเนื้อเยื่อบริเวณใต้ขอบกระดูกเบ้าตา และคลายการยึดของเอ็นและกล้ามเนื้อบางส่วนที่ทำให้เกิดร่องลึก เมื่อโครงสร้างนี้ถูกคลายออก เนื้อเยื่อบริเวณใต้ตาจะสามารถกระจายตัวได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่องใต้ตาดูตื้นขึ้นและผิวบริเวณนี้ดูเรียบเนียนมากขึ้น

5. การนำไขมันมาเติมเต็มร่องใต้ตา
     แทนที่จะนำไขมันออกทั้งหมด ไขมันใต้ตาจะถูกนำมาใช้ในการจัดเรียง และเติมเต็ม (fat reposition) เพื่อเติมบริเวณร่องใต้ตาที่ลึก และยึดด้วยเทคนิคพิเศษโดยใช้ไหมและเข็มขนาดเล็กที่ถูกออกแบบมาเพื่อการจัดเรียงไขมันใต้ตาโดยเฉพาะ ศัลยแพทย์จะจัดเรียงไขมันนี้อย่างระมัดระวังใต้บริเวณที่เคยเป็นร่องลึก เพื่อช่วยให้พื้นผิวใต้ตาเรียบเนียนและดูเป็นธรรมชาติ ในบางกรณี หากบริเวณแก้มส่วนบนมี volume ลดลง แพทย์อาจเติมไขมันเพิ่มเติมเพื่อช่วยปรับสมดุลของรูปหน้า

6. การปิดแผล
     เมื่อปรับตำแหน่งไขมันและโครงสร้างใต้ตาเรียบร้อยแล้ว แผลด้านในเปลือกตาจะถูกเย็บปิดด้วยไหมขนาดเล็ก ซึ่งจะเป็นไหมที่สามารถละลายได้เอง เนื่องจากแผลอยู่ด้านในเปลือกตา จึง ไม่มีแผลเป็นให้เห็นจากภายนอก

7. หลังการผ่าตัด
     หลังผ่าตัด ผู้ป่วยอาจมีอาการบวมและช้ำเล็กน้อยในช่วงแรก ซึ่งมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์ เมื่อการบวมลดลง ผลลัพธ์ที่ได้คือบริเวณใต้ตาที่ดู เรียบเนียน สดใส และเป็นธรรมชาติ มากขึ้น โดยยังคงความสมดุลของใบหน้าเดิม
 

 

 

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

แม้การผ่าตัดถุงใต้ตาจะเป็นหัตถการที่พบได้บ่อย แต่ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น

  • เปลือกตาล่างปลิ้น (ectropion) หรือดึงลง (lower lid retraction)
  • เห็นตาขวาบริเวณใต้ม่านตาเยอะขึ้น (Scleral show)
  • ความไม่สมมาตรของเปลือกตา
  • ภาวะเลือดออกในเบ้าตา (orbital hemorrhage) ซึ่งพบได้น้อยแต่เป็นภาวะรุนแรง

การดูแลหลังการผ่าตัด

  • หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยควร
  • ประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
  • นอนยกศีรษะสูง
  • หลีกเลี่ยงการออกแรงหนัก
  • ใช้ยาตามแพทย์สั่ง

อาการบวมและช้ำมักดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์ และผลลัพธ์สุดท้ายจะเห็นได้ชัดภายในประมาณ 1–3 เดือน

การดูแลหลังผ่าตัดถุงใต้ตาและข้อควรระวังเพื่อลดอาการบวมช้ำ

 

สรุป

Lower lid blepharoplasty เป็นหัตถการที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ของใบหน้า โดยมุ่งเน้นการแก้ไขโครงสร้างของเปลือกตาล่างและบริเวณรอบดวงตา

แนวคิดสมัยใหม่ของการผ่าตัดเน้น

  • การรักษาปริมาตรไขมัน
  • การฟื้นฟูโครงสร้างพยุงของเปลือกตา
  • การปรับสมดุลของเนื้อเยื่อรอบดวงตา

การประเมินผู้ป่วยอย่างละเอียดและการเลือกเทคนิคที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญในการให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและปลอดภัย

เปรียบเทียบเทคนิคผ่าตัดถุงใต้ตา

เทคนิค

เหมาะกับใคร

ข้อดี ข้อจำกัด
Transconjunctival

มีถุงไขมันแต่ผิวหนังยังไม่หย่อน

ไม่มีแผลด้านนอก แก้ผิวหย่อนไม่ได้
Transcutaneous มีผิวหนังหย่อนร่วมกับไขมัน แก้ไขได้ครบ ต้องระวัง eyelid malposition
Fat reposition มี Tear trough ลึก ลดร่องใต้ตา เทคนิคผ่าตัดซับซ้อน


เทคนิคที่เลือกใช้จะขึ้นอยู่กับ โครงสร้างเปลือกตาและ midface ของผู้ป่วยแต่ละราย

ใครบ้างที่เหมาะกับการผ่าตัดถุงใต้ตา

  • ผู้ที่เหมาะสมกับการทำ Lower lid blepharoplasty ได้แก่
  • มี ถุงใต้ตาโป่งจากไขมันในเบ้าตา
  • มี เปลือกตาล่างหย่อนคล้อย
  • มี tear trough deformity
  • ใบหน้าดู อ่อนล้าจากถุงใต้ตา
  • สุขภาพตาโดยรวมปกติ

ในบางรายแพทย์อาจแนะนำการรักษาอื่นร่วมด้วย เช่น

  • fat graft
  • midface lift
  • laser resurfacing

เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์ของการผ่าตัด

หลังการผ่าตัดถุงใต้ตา ผู้ป่วยมักสังเกตเห็นว่า

  • ใบหน้าดู สดใสขึ้น
  • รอยถุงใต้ตาลดลง
  • ใต้ตาดูเรียบขึ้น
  • ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น

ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานหลายปี ขึ้นอยู่กับ

  • อายุ
  • คุณภาพผิว
  • การดูแลหลังผ่าตัด

FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

1. ผ่าตัดถุงใต้ตาเจ็บไหม
ตอบ : โดยทั่วไปการผ่าตัดสามารถทำภายใต้ ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยาคลายกังวล หรือ ยาสลบ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักรู้สึกไม่สบายเพียงเล็กน้อยหลังผ่าตัด

2. ต้องพักฟื้นกี่วัน
ตอบ : โดยทั่วไป อาการบวมช้ำลดลงใน 7–14 วัน สามารถกลับไปทำงานได้ภายใน ประมาณ 1 สัปดาห์

3. แผลผ่าตัดจะเห็นชัดไหม
ตอบ : ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้

  • Transconjunctival → ไม่มีแผลภายนอก
  • Transcutaneous → แผลอยู่ใต้แนวขนตาและมักมองเห็นได้ยาก

4. ผ่าตัดถุงใต้ตาอยู่ได้นานแค่ไหน
ตอบ : ผลลัพธ์ของการผ่าตัดสามารถอยู่ได้นานหลายปี เนื่องจากไขมันที่ทำให้เกิดถุงใต้ตาได้รับการจัดการแล้ว อย่างไรก็ตามกระบวนการชราของผิวหนังยังคงเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

5. ทำไมต้องปรึกษาศัลยแพทย์เฉพาะทาง
ตอบ : เนื่องจากเปลือกตาเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อน การผ่าตัดถุงใต้ตาควรทำโดยศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อ

  • ประเมินกายวิภาคอย่างถูกต้อง
  • เลือกเทคนิคผ่าตัดที่เหมาะสม
  • ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดต่อเรา/ปรึกษาแพทย์