การดูดไขมันหน้าท้อง ที่อิสสวีร์คลินิก ประกอบด้วย 3 วิธี แบ่งตามสรีระ และความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละท่าน ได้แก่ 1. ดูดหน้าท้องแบนราบ LipoLean (LL) 2. ดูดหน้าท้อง sexy แบบ Dynamic Definition (DD) และ 3. ดูดไขมันหน้าท้อง ร่วมกับการตัดหนังหน้าท้อง Tight Tummy Tuck (TTT) ซึ่งมีขั้นตอนการรักษา ข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกันไป
ดูดไขมันหน้าท้อง ทางออกลดหน้าท้องอย่างตรงจุด
ดูดไขมันหน้าท้อง ทางออกลดหน้าท้อง อย่างตรงจุด
สำหรับใครที่เคยมีปัญหาแบบนี้
- หน้าท้องใหญ่ แน่น อึดอัด อยากลดหน้าท้องได้อย่างรวดเร็ว
- น้ำหนักไม่เยอะ แต่มีไขมันสะสมเยอะบริเวณหน้าท้อง
- คุมอาหารแล้ว ออกกำลังกายแล้ว แต่ยังลดไขมันหน้าท้องไม่ได้
- ลดน้ำหนักทั้งตัวได้ แต่พุงกลับไม่ลดตาม
- อยากได้หน้าท้องที่แบนราบ สวยงามยิ่งขึ้น แต่สรีระเดิมทำไม่ได้
- ใช้เครื่องมือลดไขมัน หรือฉีดยาสลายไขมันมาแล้วหลายวิธี แต่ผลลัพธ์ไม่ได้อย่างที่คาดหวัง
รู้ไหมว่าปัญหาเหล่านี้มักไม่ได้เกิดจาก “ความพยายามไม่พอ” แต่เกิดจาก “Stubborn Fat” หรือไขมันดื้อ ที่ฝังแน่นอยู่ใต้ผิวหนัง ในบริเวณ หน้าท้อง พุงล่าง เอว และด้านหลังล่าง (love handles) ซึ่งไขมันเหล่านี้จะไม่ตอบสนองต่อการออกกำลังกาย และคุมอาหาร
อีกหนึ่งทางออกที่ ตรงจุดและเห็นผล คือการรักษาด้วยการดูดไขมันหน้าท้อง ด้วยเทคนิค 360° FTL Liposuction + Artnatomy Design ของอิสสวีร์คลินิก ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาไขมันดื้อ ไขมันสะสมหน้าท้องโดยเฉพาะ
ดูดไขมันหน้าท้อง คืออะไร? (Abdominal Liposuction)
ดูดไขมันหน้าท้อง คืออะไร? (Abdominal Liposuction)
“การดูดไขมันหน้าท้อง” คือ การกำจัดเซลล์ไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องและเอวอย่างค่อนข้างถาวร โดยการใช้เครื่องมือสลายไขมันและดูดไขมันออกผ่านแผลขนาดเล็ก ซึ่งไม่เพียงช่วยลดขนาดหน้าท้องและเอว แต่ยังใช้ออกแบบรูปร่างให้สมดุล เช่น หน้าท้องแบนราบ เอวคอด หรือสร้างลอนกล้ามเนื้อแบบธรรมชาติ ขึ้นกับเทคนิคในการดูดของแพทย์ (ที่อิสสวีร์ เราใช้เทคนิค 360 FTL ควบคู่กับ J-Plasma)
การดูดไขมันหน้าท้อง แตกต่างจากการลดน้ำหนักหรือการใช้เครื่องมือหรือยาฉีดลดไขมันวิธีอื่น ซึ่งเป็นการลดขนาดเซลล์ไขมัน แต่ไม่ได้ลด “จำนวน” เซลล์ไขมันลง ทำให้ไขมันกลับมาได้ง่าย หากมีการรับประทานอาหารมากกว่าที่ร่างกายใช้ ในอนาคต
สถิติล่าสุดยืนยัน: ดูดไขมันยังครองอันดับ 1 ทั่วโลก
ข้อมูลจากสองสมาคมศัลยกรรมระดับนานาชาติ ได้แก่ American Society of Plastic Surgeons (ASPS) และ International Society of Aesthetic Plastic Surgery (ISAPS) ระบุว่า
- ปี 2023 : ASPS รายงานว่า ดูดไขมันเป็นศัลยกรรมตกแต่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยมีจำนวนผู้เข้ารับบริการในสหรัฐอเมริกาถึง 347,782 ราย
- ระดับโลก : Global Survey 2023 ของ ISAPS ระบุว่า ดูดไขมันเป็นศัลยกรรมความงามที่ทำมากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนกว่า 2.2 ล้านครั้งในปีเดียว แซงหน้าการเสริมหน้าอก, ตาสองชั้น, ทำหน้าท้อง และเสริมจมูก
- แนวโน้ม : ความนิยมในการดูดไขมันยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณ “หน้าท้องและเอว” เนื่องจากเป็นจุดที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด และลดไม่ได้ด้วยวิธีทั่วไป
เทคนิคดูดไขมันหน้าท้อง 360 FTL Liposuction ที่ Issavee Clinic
5 จุดเด่น ดูดไขมันหน้าท้อง ด้วยโปรแกรม 360FTL Liposuction
1. Artnatomy Design (Art + Anatomy)
การออกแบบการรักษาตามรูปร่างจริงของคนไข้แต่ละคน
ประเมินสัดส่วน กล้ามเนื้อ ผิวหนัง และชั้นไขมันอย่างละเอียด เพื่อวางแนวทรง “แสง–เงา–มิติ” ให้เข้ากับสรีระของแต่ละบุคคลอย่างเป็นธรรมชาติ และเลือกโปรแกรมการดูดไขมันหน้าท้องให้เหมาะกับแต่ละคน
2. Triple-Layer Liposuction
การดูดไขมันแบบ 3 ชั้น ละเอียดยิ่งขึ้น เพื่อความบางและเรียบเนียน
ที่อิสสวีร์เราวางแผนการดูดตามระดับชั้นไขมัน ลึก/กลาง/ตื้น (Deep / Intermediate / Superficial) ซึ่งจะช่วยให้การดูดไขมันแม่นยำขึ้น และควบคุมความเรียบเนียนของผิวหนังได้ดีขึ้น (ชั้นกลางต้องดูดให้เยอะที่สุด ชั้นตื้นต้องดูดให้เรียบเนียน และชั้นลึกต้องควบคุมไม่ให้การดูดลึกถึงกล้ามเนื้อ)
3. Lipolysis with Skin Tightening
UAL + J-Plasma และ Argon Plasma (ตามการประเมินรายบุคคล)
ที่อิสสสวีร์ เราใช้คลื่นอัลตร้าซาวน์เป็นพลังงานหลัก เพื่อช่วยให้ไขมันแตกตัวและดูดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ (UAL technique)
และสำหรับในเคสที่ต้องการความกระชับของผิวหนังเป็นพิเศษ แพทย์อาจพิจารณาเสริมด้วยเทคโนโลยีเพื่อช่วยเรื่องการหดตัวของคอลลาเจนและความกระชับผิว เช่น J-Plasma หรือ Argon Plasma โดยขึ้นกับคุณภาพผิวและข้อบ่งชี้ของแต่ละบุคคล
4. FibroRelease Technique
การจัดการพังผืด เพื่อผิวที่เรียบเนียนและการดูดไขมันที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้วยเทคนิคตัดพังผืดในชั้นไขมันที่อาจเป็นปัจจัยให้เกิดผิวเป็นคลื่นและเซลลูไลท์ และยังเป็นตัวที่ทำให้การดูดไขมันทำได้ยาก เพราะในตำแหน่งที่มีพังผืดเยอะ ก็จะทำการดุดไขมันได้ยากเหมือนเป็นผนังที่กั้นไขมันไว้ การตัดพังผืดจึงช่วยให้การดูดไขมันทำได้ง่ายขึ้น เรียบเนียน สม่ำเสมอ และได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ลดการบุ๋ม เป็นคลื่นของผิวหนังหลังดูดได้และนุ่มนวลยิ่งขึ้น
5. 360° Sculpting Approach
สมดุลทั้งรอบเอว ไม่ใช่เฉพาะหน้าท้องด้านหน้า
เพราะการสะสมไขมัน และสรีระของแต่ละท่านแตกต่างกันไป ที่อิสสวีร์แพทย์จะออกแบบและเก็บทรงครบทุกด้าน ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง เอวด้านข้าง เพื่อความงามที่สมบูรณ์ “ทุกมุมมอง” และสัดส่วนที่ดูเป็นธรรมชาติ
Artnatomy Design by Issavee
Artnatomy Design by Issavee
ที่อิสสวีร์คลินิก เราดูดไขมันโดยใช้หลักการที่เรียกว่า อาร์ทนาโตมี (ARTNATOMY= Art + Anatomy) หรือศาสตร์ที่ผสมผสานทั้งการแพทย์ โครงสร้างร่างกาย และศิลปะ เพื่อความสวยงามบนเรือนร่าง โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการปรับหน้าท้องให้มีความสวยงาม และผลลัพธ์ที่ประทับใจ
โดยหมอจะใช้แนวคิดเกี่ยวกับชั้นของร่างกาย แสงและเงา รวมถึงการเคลื่อนไหวในการสร้างสรรค์รูปร่างที่ดูมีชีวิตชีวาและมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ
- Planes : ในการออกแบบหน้าท้องให้มีมิติ แพทย์จะใช้แกะสลักรูปร่างในแต่ละส่วนให้แตกต่างกัน ซึ่งช่วยเน้นความโค้งและเส้นสายให้ดูสมจริง สอดคล้องไปกับโครงสร้างร่างกาย
- Lights and Shadows (แสงและเงา) แสงและเงาใช้ในการสร้างมิติและเน้นรูปร่างหน้าท้อง โดยใช้เงาในการเน้นส่วนโค้งเว้า และใช้แสงเพื่อขับเน้นความนูนของกล้ามเนื้อ เช่น การดูดไขมันถึงชั้นตื้น ทำเส้นเงากลางหน้าท้องส่วนบน ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและดึงดูดสายตา
- Sfumato vs. Chiaroscuro (การเกลี่ยอย่างนุ่มนวล หรือคมชัด) เทคนิค Sfumato และ Chiaroscuro เป็นวิธีการใช้แสงและเงาที่แตกต่างกัน โดย Sfumato นำมาใช้กับการดูดไขมันไล่ระดับแบบนุ่มนวลเหมาะกับหน้าท้องผู้หญิงให้ดูอ่อนโยนและละมุน ส่วน Chiaroscuro จะเน้นการใช้แสงและเงาที่คมชัดเหมาะกับการดูดไขมันในผู้ชายที่ต้องการเส้นขอบและกล้ามเนื้อที่ชัดเจน
หน้าท้องป่อง พุงยื่น เกิดจากอะไรได้บ้าง
หน้าท้องป่อง พุงยื่น เกิดจากอะไรได้บ้าง
การมีหน้าท้องป่องหรือพุงยื่นอาจมีหลายสาเหตุ ทั้งจากไขมันสะสม กล้ามเนื้อหย่อนคล้อย หรือแม้กระทั่งปัญหาผิวหนังเหี่ยวย่น ซึ่งแต่ละสาเหตุจะต้องได้รับการวิเคราะห์อย่างเหมาะสมก่อนวางแผนการดูดไขมัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย
1. ไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat)
- เป็นไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังแบ่งออกเป็นสามชั้น ได้แก่ ชั้นตื้น ชั้นกลาง และชั้นลึก ไขมันชั้นนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หน้าท้องหนาและพุงยื่นออกมา
- เป็นไขมันชนิดที่เหมาะกับการ “ดูดไขมัน” มากที่สุดโดยจะออกแบบการดูดของไขมัน 3 ระดับตามตำแหน่ง และลักษณะสรีระของแต่ละบุคคล
- การตรวจร่างกาย ที่อิสสวีร์ แพทย์จะใช้เครื่องมือวัดความหนาไขมัน และใช้ Pinch test ประเมินดูหน้าท้องส่วนบนเหนือสะดือ และส่วนล่างสะดือ
- คู่กับการใช้การแขม่วท้องให้สุด เพื่อแยกไขมันใต้ผิวหนังออกจากชั้นอื่น ๆ
- สำหรับท่านที่น้ำหนักตัวมาก หรือลักษณะไขมันชั้นนอกไม่ชัดเจน หมอจะมีการประเมินไขมันโดยใช้การอัลตร้าซาวน์ร่วมด้วย เพื่อความแม่นยำและความปลอดภัยในการดูดไขมันมากขึ้น
2. ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat)
เป็นไขมันที่สะสมอยู่รอบ ๆ อวัยวะภายในช่องท้อง ซึ่งทำให้หน้าท้องดูป่องออกมาได้ เช่นเดียวกับไขมันใต้ผิวหนัง ในหลาย ๆ ท่านก็มักจะมีไขมันสะสมอยู่ทั้ง 2 ส่วน
ไขมันส่วนนี้ ไม่สามารถรักษาโดยการดูดไขมันได้ เพราะเป็นไขมันที่สะสมอยู่รอบ ๆ ลำไส้ ต้องลดด้วยการออกกำลังกาย คุมอาหาร และลดความเครียด
แพทย์จะทำการตรวจคู่กับในข้อ 1 ซึ่งจะช่วยวินิจฉัยได้ว่า พุงที่ยื่นมาจากไขมันชั้นใดเป็นหลัก
3. กล้ามเนื้อหย่อน (Muscle Laxity)
- กล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อน อ่อนแรง หรือแยกออกจากกัน เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หน้าท้องป่องได้ โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังการตั้งครรภ์ ซึ่งก็ทำให้พุงยื่นได้ แม้ไขมันสะสมจะไม่มาก เกิดจากภาวะ กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก (Diatasis recti) หรือบางคนผนังหน้าท้องอ่อนแอ จนเกิด ไส้เลื่อนหน้าท้องตามมาได้
- พุงป่องจากสาเหตุนี้ไม่สามารถรักษาด้วยการดูดไขมันได้
- การรักษาต้องใช้การเย็บกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้อง (Rectus muscle plication) ร่วมกับการทำตัดหนังหน้าท้อง (Abdominoplasty) เพื่อกระชับผิวหนังส่วนเกิน ควบคู่ไปกับการดูดไขมันด้วย หากทำการดูดไขมันอย่างเดียว ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง และ อาจเป็นอันตราย
- แพทย์จะทำการตรวจโดยให้คนไข้นอนแล้วทำการยกลำตัว และยกขา โดยหมอจะคลำเพื่อหาตำแหน่ง และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง
4. ผิวหนังเหี่ยวและหย่อนคล้อย (Loose or Sagging Skin)
- ผิวหนังที่ยืดหยุ่นน้อยลงและมีความเหี่ยว หย่อนคล้อย มักพบในผู้หญิงหลังคลอด หรือ ผู้ที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว (เช่น หลังการตัดกระเพาะอาหาร)
- หากมีปัญหานี้ร่วมด้วย การดูดไขมันอย่างเดียว อาจจะทำให้ผิวดูหย่อนคล้อย ไม่กระชับ แต่ก็ยังได้ผลลัพธ์ที่ดี ในท่านที่ต้องการลดขนาดเพียงอย่างเดียว โดยไม่กังวลเรื่องลักษณะผิว ก็สามารถใช้การดูดไขมันอย่างเดียวได้
- สำหรับท่านที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดีขึ้น แนะนำว่าต้องทำการตัดหนังหน้าท้องร่วมด้วย หรือการใช้ J-plasma ร่วมด้วยหลังจากการดูดไขมัน
- การตรวจร่างกาย หมอจะทำการดึงผิวหนังให้ยืดประมาณ 1 นิ้ว หากนิ้วแทบจะสัมผัสกันได้ และเมื่อปล่อยแล้วผิวใช้เวลานานในการคืนตัว ก็แสดงถึงความบางและหย่อนคล้อยของผิวหนัง
คุณเหมาะกับการดูดไขมันหน้าท้องแบบไหน
คุณเหมาะกับการดูดไขมันหน้าท้องแบบไหน
1. ดูดหน้าท้องแบนราบ แบบ LipoLean (LL)
- การดูดแบบ LipoLean คือ การปรับหน้าท้องให้แบนราบ รับกับสรีระ ส่วนหน้าอก ต้นขา และรูปร่างโดยรวม
- ทำร่วมกับการเหลาเอวเอส ให้คอดรับกับสะโพก และลำตัวช่วงบน
- ใช้การดูดไขมันในชั้นลึก และชั้นกลาง เพื่อลดความป่องของหน้าท้องช่วงล่าง และหน้าท้องช่วงบน และดูดทั้ง 3 ระดับถึงชั้นตื้นในบริเวณเอว ให้เกิดความคอดอย่างเห็นได้ชัด
- เหมาะกับใคร
- เหมาะกับทุกคนที่มีไขมันสะสมมากบริเวณชั้นใต้ผิวหนัง
- เหมาะกับรูปร่างทุกแบบ ที่ต้องการลดพุงป่อง หน้าท้องยื่น แบบไม่ต้องให้หน้าท้องมีร่อง หรือลายกล้ามเนื้อ
- ท่านที่มีรูปร่างโดยรวมค่อนข้างอวบ ต้องการลดขนาดหน้าท้อง ลดพุงยื่น แล้วให้ผลลัพธ์ที่ดูธรรมชาติ
- ไม่เหมาะกับใคร
- ไม่เหมาะกับท่านที่ผิวหนังหย่อนคล้อยมาก ๆ แล้วอยากได้ผลลัพธ์ที่ผิวหนังดูตึงกระชับด้วย
- ท่านที่ต้องการให้หน้าท้องดูแข็งแรง sexy ยิ่งขึ้น ต้องการโชว์หน้าท้อง ให้หน้าท้องดูน่ามองยิ่งขึ้นด้วย
2. ดูดหน้าท้อง sexy แบบ Dynamic Definition (DD)
- การดูดแบบ Dynamic Definition คือ การดูดหน้าท้องแบบแบนราบ (LL) ร่วมกับการดูดไขมันชั้นตื้น ในบางตำแหน่ง เพื่อเน้นสัดส่วน ให้เกิดร่องตามหลักการ แสง เงา ตามลายกล้ามเนื้อหน้าท้องตามธรรมชาติ
- เป็นการดูดให้เกิดร่องที่ควรมี และดูเป็นธรรมชาติเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว (Dynamic) โดยใช้การดูดทั้ง 3 ระดับ ชั้นลึก ชั้นกลาง และชั้นตื้น
- ต่างจาก sexyline แบบปกติ
- การดูดแบบ Dynamic Definition จะไม่ใช้การเหลือไขมันทิ้งไว้ เพื่อหลอกให้เห็นเป็นกล้ามเนื้อ เพราะเมื่อขยับงอตัว จะดูไม่ธรรมชาติ และจะดูนิ่มไม่เป็นทรง เมื่ออ้วนขึ้น หรืออายุมากขึ้น
- ไม่จำเป็นต้องผอมมากก็สามารถทำได้ โดยจะเลือกตำแหน่งที่เน้นส่วนโค้งเว้า ความลึก ความชัด ให้เหมาะกับรูปร่างของแต่ละท่าน
- เหมาะกับใคร
- ท่านที่ต้องการหน้าท้องที่ดูสวยงามยิ่งขึ้น ดูมีมิติยิ่งขึ้น
- ท่านที่ต้องการหน้าท้องที่ดูแข็งแรง สุขภาพดี
- ท่านที่น้ำหนักตัวไม่มากเกินไป
- ไม่เหมาะกับใคร
- ท่านที่มีกล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อน/กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก
- ท่านที่ผิวหนังหย่อน ไม่กระชับ
- มีน้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ BMI สูง
3. ดูดไขมันหน้าท้อง ร่วมกับการตัดหนังหน้าท้อง Tight Tummy Tuck (TTT)
- เป็นการดูดไขมัน ร่วมกับการดึงกระชับผิวหนัง ด้วยการตัดหนังหน้าท้อง
- มักทำร่วมกับการดูดไขมันแบบแบนราบ LipoLean ให้ไขมันน้อยที่สุดก่อน แล้วจึงทำการเก็บผิวหนังส่วนเกิน
- แบ่งเป็น Mini / Full /Extended TTT ขึ้นกับว่าผิวหนังมีความหย่อนในตำแหน่งใดบ้าง และหย่อนคล้อยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งแต่ละวิธีขนาดแผลและการฟื้นตัวจะแตกต่างกันไป
- Mini TTT จะเน้นกระชับหน้าท้องส่วนล่าง โดยไม่ยุ่งกับสะดือ แผลจะเล็ก และฟื้นตัวเร็ว
- Full TTT จะเน้นกระชับทั้งหน้าท้อง บนและล่าง รวมถึงการแก้ปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วย วิธีนี้อาจต้องมีการย้ายตำแหน่งสะดือ ตกแต่งรูปทรงสะดือใหม่ นอกจากความตึงกระชับ จะได้รูปทรงหน้าท้อง และสะดือที่สวยงามมากขึ้น โดยแผลจะซ่อนต่ำชิดขอบบิกินี่
- Extended TTT จะเป็นการดึงผิวหนัง ครอบคลุมไปถึงด้านข้างเอว สำหรับท่านที่มีความหย่อนมากๆ มีผิวหนังส่วนเกินไปจนถึงลำตัวด้านข้าง จึงจำเป็นต้องมีแผลที่ยาว ตามขอบบิกินี่ไปจนถึงสะโพกด้านข้าง
- เหมาะกับใคร
- คุณแม่หลังคลอด ซึ่งมักจะมีปัญหาของกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกร่วมด้วย (Diatasis Recti) ทำให้ท้องป่อง เอวไม่คอด
- ท่านที่ผิวหนังหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น ผิวแตกลาย และต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุด (มากกว่าแค่หน้าท้องแบนราบ แต่ผิวหนังเต่งตึงกระชับด้วย)
- ท่านที่ลดน้ำหนักตัวเร็ว ๆ จนทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย เช่น หลังการลดน้ำหนักด้วยการผ่าตัดกระเพาะอาหาร
- ไม่เหมาะกับใคร
- ท่านที่ไม่ต้องการพักฟื้น
- ท่านที่ผิวยังไม่หย่อนมาก
- ท่านที่พอใจแล้วกับการดูดไขมันเพียงอย่างเดียว
ผิวกระชับ มากยิ่งขึ้น ด้วยโปรแกรม RF-Plasma
ผิวกระชับ มากยิ่งขึ้น ด้วยโปรแกรม RF-Plasma
หลังการดูดไขมันหน้าท้อง โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลาง การกระชับผิวถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์ดูเรียบ แนบเนียน และสวยสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดตัดหนังหน้าท้อง โปรแกรม RF-Plasmaจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยหดตัวของผิวจากภายใน ด้วยพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) ผสานกับพลังงานพลาสมา ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและทำให้ผิวตึงขึ้นอย่างปลอดภัย
ในปัจจุบัน มี 2 เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมคือ J Plasma (Helium Plasma) และ Argo Plasma (Argon Plasma) โดยทั้งสองมีข้อดีในการช่วยให้ผิวกระชับ ดังนี้
- ใช้พลังงาน RF (Radiofrequency) คลื่นวิทยุความถี่สูงเป็นแหล่งพลังงานหลักในการกระตุ้นการหดตัวของผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- ใช้ร่วมกับแก๊สเฉื่อย (Helium/Argon) เพื่อควบคุมความร้อน ให้กระชับผิวได้อย่างปลอดภัย
- พลังงาน "Plasma" พลังงานพลาสมาที่ปล่อยใต้ผิวหนัง จะทำให้จับกับเส้นใยคอลลาเจนได้อย่างแม่นยำ
- ช่วยหดผิวภายในหลังการดูดไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวหย่อนคล้อยเล็กถึงปานกลาง และลดโอกาสที่ผิวจะย้วยหรือเป็นคลื่นหลังการดูดไขมัน
- แผลเล็ก ไม่ต้องเพิ่มรอยแผลใหม่ ใช้แผลเดียวกับแผลดูดไขมัน ไม่เพิ่มบาดแผล
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวแน่น เฟิร์มขึ้น และช่วยให้แผลสมานได้ดีขึ้น
- ใช้เพื่อกระชับผิว ได้หลายบริเวณ เช่น เหนียง คอ แขน หน้าท้อง หลัง เอว สะโพก ต้นขา ฯลฯ
- ต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะต้องควบคุมพลังงาน ความลึก และความร้อนอย่างแม่นยำ เพื่อให้ปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ดีที่สุด
ใช้ร่วมกับเทคนิค FTL ที่ Issavee ดีอย่างไร?
ที่ Issavee Clinic เราผสาน J-Plasma เข้ากับเทคนิค 360 FTL Liposuction เพื่อให้พลังงานกระจายทั่วถึงในทุกชั้นของผิว จึงได้ผลลัพธ์ในทุกชั้นของหน้าท้อง :
- Superficial (ตื้น): ลดผิวเป็นคลื่น รอยย่นผิวด้านนอก กระตุ้นคอลลาเจนชั้นตื้น ใต้ชั้นหนังแท้
- Intermediate (กลาง): กระตุ้นคอลลาเจนชั้นกลางที่แทรกอยู่กับชั้นไขมัน
- Deep (ลึก): ยกกระชับจากชั้นในสุด ไปจนถึงชั้นใกล้กล้ามเนื้อ
ผลลัพธ์คือ หน้าท้องที่ เรียบเนียน-ไม่หย่อน-มีมิติ เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรก (กระชับทันที 20-30%) และผลจะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 3-6 เดือน จากการสร้างคอลลาเจนใหม่
RF-Plasma เหมาะกับใครบ้าง?
- ท่านที่รับการดูดไขมันหน้าท้องแล้ว อยากให้ผลลัพธ์กระชับดีมากที่สุด
- ท่านที่ดูดไขมันแบบหน้าท้องแบนราบ (LL) ที่เริ่มมีผิวหย่อนคล้อย มีผิวแตกลายและอยากให้หน้าท้องกระชับมากที่สุด
- ท่านที่ดูดหน้าท้องแบบ sexy หรือ dynamic definition (DD) หากใช้ j-plasma จะได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น เพราะจะทำให้ผิวกระชับขึ้น เห็น sexy line ชัดขึ้น สัดส่วนโค้งเว้าชัดเจนยิ่งขึ้น
- ท่านที่ดูดหน้าท้อง ร่วมกับตัดหนังหน้าท้อง (TTT) มักจะมีผิวหนังที่หย่อนคล้อยมาก คุณภาพของผิวโดยรวมมักจะแย่ลงด้วย การทำ J-plasma ร่วมด้วย จะช่วยทำให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่ดียิ่งขึ้น
- ท่านที่ผิวหย่อนคล้อยมาก แต่ไม่อยากผ่าตัดแบบ TTT ก็สามารถเลือกใช้ J-plasma คู่กับดูดไขมัน ก็ได้ผลการกระชับที่ดีได้แบบไม่ต้องผ่าตัด
ทำผ่านแผลดูดไขมัน ไม่เปิดแผลเพิ่ม
- โปรแกรม RF-Plasma สามารถทำผ่านแผลดูดไขมันได้เลย ไม่ต้องเปิดแผลเพิ่ม ไม่ต้องฉีดยาชาเพิ่ม
- การทำ RF-plasma ยังช่วยลดเลือดออก และลดอาการบวมจากการดูดไขมันได้ด้วย
- จะเห็นผลการกระชับทันที่ 20-30%
- อย่างไรก็ตาม หมอไม่ได้แนะนำให้ทุกท่านต้องทำ RF-plasma ขึ้นกับความคาดหวัง คุณภาพผิว และสรีระปัจจุบัน จึงแนะนำให้ทำการปรึกษาแพทย์ก่อนว่าการทำRF-plasma ควบคู่ไปกับการดูดไขมันหน้าท้องจะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าหรือไม่
การดูแลหลังดูดไขมันหน้าท้อง
การดูแลหลังดูดไขมันหน้าท้อง
การดูแลหลังดูดไขมันเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้แผลฟื้นตัวเร็ว ลดอาการบวม และช่วยให้รูปร่างที่ได้รับการปรับแต่งชัดเจนสวยงาม ถือได้ว่าเป็นอีกขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยมีรายละเอียดการดูแลเบื้องต้น ดังนี้
- การดูแลแผลผ่าตัด: หลังดูดไขมันจะมีแผลเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 5 มิลลิเมตรตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งจะมีน้ำเกลือและเลือดจาง ๆ ซึมจากแผลได้ในช่วง 1-3 วันแรก ควรดูแลแผลให้สะอาด ป้องกันการติดเชื้อ คนไข้สามารถทำแผลได้ด้วยตนเอง หรือให้ทางคลินิกเป็นผู้ทำแผลให้
- ลดอาการบวมและฟกช้ำ: อาการบวมและช้ำจะมากสุดในช่วง 3-7 วัน และจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ผลลัพธ์จะเริ่มเห็นได้ชัดหลังทำ 6-12 สัปดาห์ และเห็นผลได้ชัดเจนที่สุดในช่วง 6 เดือน การดูแลด้วยเครื่องมือ และวิธีการต่าง ๆ ในช่วงแรก จะช่วยให้การฟื้นตัวเร็วขึ้น ลดบวม และลดผลข้างเคียงหลังการดูดไขมันได้
- การใส่ชุดกระชับ: การใส่ชุดกระชับเป็นสิ่งสำคัญเพื่อช่วยลดบวมและกระชับผิวหนัง ควรสวมใส่ชุดนี้ 24 ชั่วโมง อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ โดยถอดเฉพาะช่วงอาบน้ำ หรือช่วงที่จำเป็นเท่านั้น และสวมต่อ 12 ชั่วโมง/วัน จนครบ 3 เดือน
โปรแกรมการดูแลหลังดูดไขมัน ของอิสสวีร์คลีนิก
โปรแกรมการดูแลหลังดูดไขมัน ของอิสสวีร์คลีนิก
การใช้โปรแกรมการดูแลหลังดูดไขมัน ได้ประโยชน์ที่ครอบคลุมในหลายด้าน เช่น
- ช่วยให้แก้ไขภาวะแทรกซ้อนหลังทำได้อย่างรวดเร็ว
- ลดอาการช้ำและบวมหลังการผ่าตัด
- ช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัว และลดแผลเป็นชนิดคีลอยด์
- ช่วยลดบวมโดยช่วยเพิ่มการไหลเวียนของระบบเลือดและน้ำเหลือง
- กระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (ทำให้เกิดการผ่อนคลาย ของระบบในร่างกาย)
- ลดการเกิดพังผืดหลังการดูดไขมัน
รายละเอียดโปรแกรม
- LED Therapy การบำบัดด้วยแสง LED ความเข้มข้นสูง ซึ่งแต่ละสีของแสงจะมีประโยชน์ที่แตกต่างกัน เช่น ช่วยลดอาการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ช่วยกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูของผิว และช่วยการทำงานของระบบน้ำเหลือง แนะนำให้เริ่มทำตั้งแต่หลังผ่าตัด 1-7 วันแรก
- Velava Ultrasmooth (Ultrasound Therapy) การใช้คลื่นอัลตร้าซาวน์ความร้อน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ช่วยกระตุ้นกระบวนการหายของแผล ช่วยลดการเกิดผังผืด การรักษานี้ช่วยให้รูปร่างกระชับเร็วขึ้น ลดบวม และฟื้นตัวไวขึ้น แนะนำให้เริ่มทำในช่วงอาทิตย์ที่ 2 หลังผ่าตัด ทำทุก 2-3 วัน ติดกัน 3 สัปดาห์
- Manual Lymphatic Drainage Massage (MLD) หลังดูดไขมัน ระบบน้ำเหลืองจะทำงานได้แย่ลง การนวดระบายน้ำเหลือง จะช่วยลดบวมและเร่งการขับของเสียได้ดียิ่งขึ้น เริ่มนวดได้ในช่วงอาทิตย์ที่ 2 หลังผ่าตัด นวดทุก 2-3 วัน ติดกัน 2 สัปดาห์
- Multipolar RF Massage การนวดกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุ RF แบบหลายขั้ว ที่จะลงลึกมากกว่าคลื่นอัลตร้าซาวน์ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และเพิ่มความกระชับให้ผิวหลังดูดไขมัน แนะนำให้เริ่มทำที่ 4 สัปดาห์หลังการผ่าตัด
โปรแกรมเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เข้ารับการรักษาฟื้นตัวได้รวดเร็วและมีรูปร่างที่สวยงามสมบูรณ์แบบ Issavee Clinic ให้ความสำคัญกับการดูแลหลังการผ่าตัดและใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
