ทำไมซิลิโคนปลายจมูกถึงทะลุ? วิธีป้องกันและดูแลหลังผ่าตัด

การเสริมจมูกด้วยซิลิโคนเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากเพื่อปรับรูปจมูกให้สวย สมส่วนดูมีมิติมากขึ้น แต่หนึ่งในปัญหาที่ผู้ที่เสริมจมูกพบเจอมากขึ้นและมีหลายเคสมากคือ ซิลิโคนปลายจมูกทะลุ ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หากไม่ดูแลรักษาอย่างถูกต้องหลังการเสริมจมูก การทะลุของซิลิโคนอาจทำให้เกิดความกังวล และปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ปลายจมูกบาง ปลายจมูกแดงหรือเจ็บ หรือปัญหาด้านสุขภาพในระยะยาวได้ ในบทความนี้ จะอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ซิลิโคนปลายจมูกทะลุ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว รวมถึงวิธีการป้องกันและการดูแลหลังการผ่าตัดอย่างถูกต้อง เพื่อให้ผลลัพธ์ของการเสริมจมูกเป็นไปตามที่คาดหวังและปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณ พร้อมทั้งคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาและฟื้นฟูหลังการผ่าตัด เสริมความมั่นใจในการดูแลจมูกของคุณอย่างถูกวิธี

เลือกอ่านหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับซิลิโคนปลายจมูกทะลุ

ทำไมซิลิโคนปลายจมูกถึงทะลุ?

ซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมจมูกเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับการปรับรูปร่างของจมูกได้ดี แต่การทะลุของซิลิโคนปลายจมูกนั้นมักจะเกิดจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับทั้งการเลือกวัสดุ การผ่าตัด และการดูแลหลังผ่าตัด 5 สาเหตุที่ทำให้ซิลิโคนเกิดการทะลุได้

1. ความบางของเนื้อเยื่อบริเวณปลายจมูก
เนื้อเยื่อบริเวณปลายจมูกมีความบางและอ่อนแอ การเสริมซิลิโคนในบริเวณนี้อาจทำให้เกิดการทะลุได้หากการรองปลายจมูกไม่รองรับได้ดี เนื้อเยื่อบริเวณปลายจมูกไม่หนาหรือยืดหยุ่นพอซิลิโคนอาจกดดันจนทำให้ทะลุออกมาได้ โดยเฉพาะเมื่อการผ่าตัดไม่ได้พิจารณาการรองรับของเนื้อเยื่ออย่างเหมาะสม

2. การเลือกซิลิโคนที่มีขนาดใหญ่เกินไป
การเลือกขนาดของซิลิโคนที่ไม่เหมาะสมอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการทะลุได้ เมื่อซิลิโคนมีขนาดที่ใหญ่เกินไปหรือมีรูปทรงที่ไม่เหมาะสมกับจมูก เนื้อเยื่อจะไม่สามารถรองรับซิลิโคนได้ดีพอหรือการฝืนเนื้อปลายจมูกมากเกินไป และอาจเกิดการเคลื่อนไหวหรือการกดดันที่ทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งที่ตั้งใจและทะลุออกมา

3. การผ่าตัดในลักษณะที่ไม่รองรับซิลิโคนอย่างเพียงพอ
ในบางกรณี เทคนิคการผ่าตัดหรือการเลือกตำแหน่งการวางซิลิโคนที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ซิลิโคนไม่ได้รับการรองรับจากเนื้อเยื่อที่แข็งแรงพอ หรือซิลิโคนไม่ได้รับกับฐานจมูกทำให้ซิลิโคนลอย เกิดจากการผ่าตัดที่ไม่ละเอียดหรือไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของตำแหน่งซิลิโคนสามารถทำให้วัสดุซิลิโคนเคลื่อนที่หรือทะลุออกมาได้

4. การกระทบกระเทือนจากภายนอก
การได้รับแรงกระทบจากภายนอก เช่น การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือการสัมผัสแรงๆ บริเวณจมูกหลังการผ่าตัดก็อาจทำให้ซิลิโคนหลุดออกจากตำแหน่งได้ เมื่อเนื้อเยื่อยังคงไม่แข็งแรงหรือซิลิโคนยังไม่ยึดติดกับจมูก การกระทบที่รุนแรงสามารถทำให้ซิลิโคนทะลุได้ในระยะหลังการผ่าตัด

5. การดูแลหลังผ่าตัดที่ไม่เหมาะสม
การดูแลหลังการผ่าตัดมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้ซิลิโคนทะลุ หากผู้รับบริการไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือการกระทบกระเทือนที่จมูกในระหว่างฟื้นตัว ก็อาจทำให้ซิลิโคนขยับตัวและทะลุออกมาได้

อาการหรือวิธีสังเกตปลายจมูกบางหรือใกล้ทะลุ

การเสริมจมูกด้วยซิลิโคนสามารถทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า "ปลายจมูกบาง" หรือ "ซิลิโคนทะลุ" ซึ่งจะมีอาการและสัญญาณที่สังเกตได้ในระยะหลังจากการผ่าตัด โดยบางครั้งผู้รับบริการอาจไม่รู้ตัวในช่วงแรก ดังนั้นการสังเกตอาการหรือสัญญาณที่บ่งชี้ว่าอาจมีการทะลุของซิลิโคนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลตัวเองหลังการเสริมจมูกเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

1. ปลายจมูกบางหรือเปลี่ยนรูปร่าง
การที่ปลายจมูกเริ่มบางลงหรือมีการเปลี่ยนรูปร่างจากเดิม อาจเป็นสัญญาณว่าเนื้อเยื่อบริเวณปลายจมูกกำลังยุบตัวหรือบางจนไม่สามารถรองรับซิลิโคนได้เหมือนก่อนหน้านี้ การยุบตัวหรือบางของปลายจมูกสามารถทำให้ซิลิโคนเริ่มมีอาการหลุดหรือเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งที่ตั้งใจ

2. การมีอาการเจ็บหรือปวดบริเวณปลายจมูก
อาการเจ็บหรือปวดบริเวณปลายจมูกที่ไม่หายไปหลังจากผ่าตัดสักระยะ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือซิลิโคนที่กำลังเคลื่อนที่ หากมีอาการปวดที่บริเวณจมูกที่แปลกหรือรุนแรงผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบและรักษา

3. อาการบวมที่ปลายจมูกที่ไม่ยุบลง
หลังการเสริมจมูก อาการบวมควรจะค่อยๆ ยุบลงไปหลังจาก 1-2 สัปดาห์ แต่หากบวมที่ปลายจมูกยังคงอยู่หรือมีการบวมมากขึ้นอย่างผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือซิลิโคนที่กำลังเคลื่อนตัวและอาจเกิดการทะลุได้

4. การเห็นหรือสัมผัสได้ถึงซิลิโคนที่เคลื่อนที่
ในกรณีที่ซิลิโคนเริ่มเคลื่อนที่จากตำแหน่งเดิม สามารถสัมผัสหรือรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงของซิลิโคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปลายจมูกที่เคยมีการเสริมขึ้น หากรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวนี้ ควรปรึกษาแพทย์ทันที

5. การเกิดแผลหรือการมีรอยแดงที่ปลายจมูก
หากบริเวณปลายจมูกเริ่มมีแผลหรือรอยแดงเกิดขึ้นที่รอบๆ ซิลิโคน ซึ่งไม่หายไป หรืออาจมีการตกสะเก็ดที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นสัญญาณของการทะลุหรือการติดเชื้อที่เกิดขึ้นจากการเสริมจมู

6. การมีกลิ่นไม่พึงประสงค์จากบริเวณจมูก
หากมีการติดเชื้อที่บริเวณซิลิโคน อาจทำให้เกิดการมีกลิ่นไม่พึงประสงค์จากบริเวณจมูก ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อที่ซิลิโคนหรือเนื้อเยื่อรอบๆ การพบกลิ่นแปลกๆ หลังจากเสริมจมูกควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษา

วิธีป้องกันซิลิโคนปลายจมูกทะลุ

การป้องกันไม่ให้ซิลิโคนปลายจมูกทะลุเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมจมูก เพื่อให้การเสริมจมูกผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดหวังและไม่มีปัญหาหลังผ่าตัด นอกจากการเลือกใช้ซิลิโคนที่มีคุณภาพแล้ว ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่สามารถลดความเสี่ยงจากการทะลุของซิลิโคนได้ 

1. การเลือกซิลิโคนที่มีคุณภาพและขนาดเหมาะสม
การเลือกใช้ซิลิโคนที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับโครงสร้างจมูกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซิลิโคนที่มีคุณภาพสูงจะมีความทนทานและยืดหยุ่นที่ดีกว่า ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการทะลุในอนาคต นอกจากนี้ การเลือกขนาดของซิลิโคนก็สำคัญ หากซิลิโคนมีขนาดใหญ่เกินไปอาจทำให้เกิดการดันหรือกดดันบริเวณปลายจมูกที่บาง จนทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่หรือทะลุออกมาได้

2. การเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสม
เทคนิคการเสริมจมูกที่เลือกใช้ก็มีผลต่อความเสี่ยงในการทะลุของซิลิโคน การเสริมจมูกด้วยเทคนิค Open และเทคนิค Close การผ่าตัดควรมีความละเอียดและใช้เทคนิคที่เหมาะสมตามลักษณะของจมูกและความต้องการของผู้รับบริการ โดยการใช้เทคนิคที่เหมาะสมจะช่วยให้ซิลิโคนไม่เคลื่อนที่และไม่เกิดปัญหาทะลุตามมา

3. การเสริมซิลิโคนในตำแหน่งที่เหมาะสม
การวางตำแหน่งของซิลิโคนมีความสำคัญ เพราะหากซิลิโคนถูกวางในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น การใส่ซิลิโคนไว้ใกล้ปลายจมูกเกินไป จะเสี่ยงให้เกิดการทะลุได้ง่าย การวางซิลิโคนให้เหมาะสมจะช่วยให้การเสริมจมูกมีความปลอดภัยและไม่เกิดปัญหาในอนาคต

4. การดูแลหลังการผ่าตัดอย่างถูกต้อง
การดูแลจมูกหลังผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการทะลุของซิลิโคน ผู้รับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ เช่น การหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือการกระทบกระเทือนที่จมูกในช่วงแรกหลังการผ่าตัด และควรรักษาความสะอาดของแผลอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

5. การหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือน
หลังการผ่าตัดเสริมจมูก ควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนที่บริเวณจมูก เช่น การกระแทกหรือการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวรุนแรง เพราะอาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่หรือกดดันจนทำให้ทะลุได้

6. การติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง
การติดตามผลการรักษาหลังจากการเสริมจมูกเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินอาการและเช็กตำแหน่งของซิลิโคนได้ หากพบปัญหาหรือความผิดปกติจะได้มีการแก้ไขทันที การพบแพทย์ตามนัดหมายจะช่วยลดความเสี่ยงจากการทะลุของซิลิโคนในระยะยาว

วิธีดูแลหลังการเสริมจมูกเพื่อป้องกันการทะลุของซิลิโคน

การดูแลหลังการเสริมจมูกเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับซิลิโคน รวมถึงการทะลุของซิลิโคนที่ปลายจมูก การทำตามคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้การฟื้นตัวได้ดีและช่วยให้ผลลัพธ์จากการเสริมจมูกเห็นผลโดยไม่มีปัญหาอื่น ๆ  

วิธีการดูแลหลังการเสริมจมูกเพื่อป้องกันการทะลุของซิลิโคน

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือการกระทบกระเทือนที่จมูก
หลังการผ่าตัดเสริมจมูก คุณควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือการกระทบกระเทือนที่จมูกโดยตรงในระหว่างการฟื้นตัว โดยเฉพาะในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกที่จมูกยังคงบวมและต้องการเวลารักษาตัว การสัมผัสที่แรงอาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่หรือเกิดการกดทับที่ปลายจมูก ซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการทะลุได้

2. ไม่ควรบีบหรือขยี้จมูก
การบีบหรือขยี้จมูกอย่างแรงสามารถทำให้ซิลิโคนเกิดการเคลื่อนที่จากตำแหน่งที่วางไว้และอาจนำไปสู่ปัญหาซิลิโคนทะลุได้ ควรหลีกเลี่ยงการกดจมูกโดยไม่จำเป็น และควรรักษาจมูกให้คงอยู่ในท่าทางที่ปลอดภัยตลอดเวลา

3. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่รุนแรง
การออกกำลังกายที่รุนแรง เช่น การยกน้ำหนัก การวิ่ง หรือการกระทำที่มีการเคลื่อนไหวของศีรษะและลำตัวอาจส่งผลให้เกิดการกระทบกระเทือนกับจมูก ซึ่งสามารถทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่หรือล้มเหลวได้ ควรรอให้การฟื้นตัวเสร็จสมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทก

4. การนอนท่าที่เหมาะสม
ในช่วงแรกหลังการผ่าตัด ควรนอนในท่าที่หัวสูงขึ้น (เช่น การนอนในท่านอนตะแคงหรือใช้อุปกรณ์หนุนศีรษะ) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกดทับที่จมูกหรือซิลิโคน ช่วยลดการบวมและช่วยให้เนื้อเยื่อในบริเวณจมูกได้รับการฟื้นฟูเร็วขึ้น

5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้กระบวนการฟื้นฟูหลังการผ่าตัดช้าลง และเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือการเกิดปัญหาซิลิโคนทะลุ เนื่องจากบุหรี่และแอลกอฮอล์สามารถลดการไหลเวียนของเลือดและทำให้เนื้อเยื่อฟื้นตัวช้าลง ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์หลังการผ่าตัด

6. ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
การรับประทานยาหรือการใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาลดการอักเสบ หรือยาแก้ปวดจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและอาการบวม ซึ่งสามารถช่วยให้การฟื้นฟูดีขึ้นและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจากซิลิโคนทะลุ การปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์จะช่วยให้คุณฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

7. การตรวจติดตามกับแพทย์
การติดตามผลหลังการผ่าตัดกับแพทย์เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลจมูกหลังการเสริม คุณควรไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของการฟื้นตัวและประเมินตำแหน่งของซิลิโคน การตรวจติดตามนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจสอบได้ทันทีหากมีปัญหาหรือสัญญาณของการทะลุเกิดขึ้น

8. การทำความสะอาดแผล
หลังการเสริมจมูกคุณจะได้รับคำแนะนำให้ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือหรือยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ควรทำความสะอาดแผลอย่างระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการโดนน้ำโดยตรงในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งจะช่วยให้แผลหายเร็วและลดความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อที่อาจส่งผลให้ซิลิโคนทะลุ

9. การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
การรับประทานอาหารที่ดีและมีสารอาหารที่ช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย เช่น วิตามิน C, โปรตีน และแร่ธาตุสำคัญ จะช่วยให้การฟื้นฟูหลังการผ่าตัดเป็นไปได้ดีขึ้นและเสริมสร้างเนื้อเยื่อบริเวณจมูกให้แข็งแรง ช่วยให้ผลลัพธ์ของการเสริมจมูกคงที่และปลอดภัย

การรักษาเมื่อซิลิโคนปลายจมูกทะลุ

เมื่อซิลิโคนปลายจมูกทะลุหรือเกิดปัญหาเช่น ปลายจมูกบางหรือซิลิโคนเคลื่อนที่ การดูแลและรักษาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม เช่น การติดเชื้อหรือการเกิดแผลเป็นที่ยากต่อการรักษา ในกรณีที่มีการทะลุของซิลิโคน ผู้ที่เสริมจมูกควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม แต่หากพบปัญหาในระยะแรกควรรักษาอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อหรือปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์การเสริมจมูก

ขั้นตอนการรักษาเมื่อซิลิโคนปลายจมูกทะลุ

1. ไปพบแพทย์ทันที
หากมีการทะลุของซิลิโคน เช่น ปลายจมูกบาง เจ็บหรือมีอาการบวมผิดปกติ ควรไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อให้แพทย์ทำการตรวจสอบและรักษา การตัดสินใจเร็วในการพบแพทย์จะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการทะลุ

2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสและกระทบกระเทือน
ในช่วงที่มีอาการซิลิโคนทะลุหรือต้องรับการรักษา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกระทบกระเทือนบริเวณจมูกอย่างรุนแรง การกระทบกระเทือนสามารถทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่หรือทำให้เกิดการติดเชื้อได้ หากไม่ระมัดระวังในการดูแล

3. การพักก่อนการรักษา
ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงหรือการกระทบกระเทือนที่จมูกก่อนที่จะพบแพทย์ การพักตัวและหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงจะช่วยลดการเสี่ยงให้เกิดปัญหาซิลิโคนทะลุที่ซับซ้อนในระหว่างการรอการรักษา

4. การรักษาเบื้องต้น
แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นจากการทะลุของซิลิโคน รวมถึงการให้ยาบรรเทาอาการบวมและอักเสบ เพื่อช่วยในการฟื้นฟู และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในระหว่างที่ทำการตรวจสอบตำแหน่งซิลิโคนและพิจารณาว่าควรดำเนินการรักษาต่ออย่างไร

5. การรักษาที่ตรงจุด
ในบางกรณีที่การทะลุของซิลิโคนรุนแรง หรือเป็นผลมาจากการที่ซิลิโคนเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่ง อาจต้องมีการผ่าตัดเพื่อย้ายซิลิโคนกลับไปที่ตำแหน่งที่เหมาะสม หรือในบางกรณีอาจต้องนำซิลิโคนออกและเสริมใหม่โดยใช้วัสดุอื่นๆ ที่เหมาะสมกับโครงสร้างของจมูก

6. การติดตามผลหลังการรักษา
การติดตามผลหลังการรักษาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าซิลิโคนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และไม่มีปัญหาซ้ำซ้อนในระยะยาว การพบแพทย์ตามนัดจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าไม่เกิดปัญหาใหม่ที่อาจทำให้การเสริมจมูกผิดรูปหรือไม่เป็นที่พึงพอใจ

ตัวอย่างเคสแก้ซิลิโคนปลายจมูกบางเสี่ยงทะลุ ที่ Issavee Clinic

ที่ Issavee Clinic เรามีประสบการณ์ในการรักษาเคสที่ซิลิโคนปลายจมูกใกล้ทะลุ ซึ่งต้องการการแก้ไขอย่างละเอียดและมีความชำนาญจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตัวอย่างเคสที่ได้รับการรักษา

ตัวอย่างเคส ปลายจมูกบางและปลายจมูกเอียงจากการเสริมจมูกซิลิโคน


คุณโอ๊ต อชิรวิชญ์ ผู้รับเข้าบริการจริงวันที่ 10 มีนาคม 2567 
มาเข้ารับการปรึกษาหลังจากการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนที่ทำมาแล้วหลายปี ซึ่งพบว่าปลายจมูกเริ่มบางลงและมีการเปลี่ยนแปลงสังเกตเห็นได้ชัดปลายจมูกเอียงรวมถึงมีปัญหาการหายใจ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีการทะลุซิลิโคนและหายใจไม่สะดวกหากปล่อยไว้นานอาจส่งผลเสียในอนาคต 

วางแผนการรักษา
แพทย์ได้ทำการตรวจสอบโดยละเอียดถึงตำแหน่งของซิลิโคนที่ปลายจมูก พร้อมทั้งตรวจประเมินความแข็งแรงของเนื้อเยื่อรอบๆ โดยแพทย์ได้ใช้เทคนิค Open Rhinoplasty เพื่อเปิดแผลที่ฐานจมูก และทำการเสริมจมูกใหม่ โดยใช้ กระดูกอ่อนหลังหู มาเสริมที่ปลายจมูก เพื่อเพิ่มความหนาให้กับเนื้อเยื่อบริเวณปลายจมูก และช่วยลดความเสี่ยงจากการทะลุซิลิโคนในอนาคต

ผลลัพธ์
ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวดีและปลายจมูกที่ได้รับการเสริมใหม่มีความสมดุลและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซิลิโคนที่เคยวางอยู่บริเวณปลายจมูกได้รับการปรับตำแหน่งอย่างถูกต้อง ทำให้ไม่เกิดปัญหาการทะลุในระยะยาว

 


ฟังปัญหาที่กังวลพร้อมวิธีการวางแผนการรักษาแบบละเอียดได้ที่ 

 

เสริมจมูกเทคนิค Close และเทคนิค Open ที่ Issavee Clinic

 

เสริมจมูกเทคนิค Close และเทคนิค Open ที่ Issavee Clinic

ที่ Issavee Clinic เรามีการเสริมจมูก 2 เทคนิค เทคนิค Open REF Recon และเทคนิค Close  เพื่อให้เหมาะสมกับปัญหาของคนไข้แต่ละราย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด 

เสริมจมูกเทคนิค Open REF Recon (Open Rhinoplasty)

เทคนิค Open REF Recon เป็นการเสริมจมูกที่เน้นการแก้ไขปัญหาจมูกที่ซับซ้อน เช่น จมูกคด, กระดูกฮัมพ์สูง, หรือปลายจมูกใหญ่ โดยใช้เทคนิค Open Rhinoplasty ร่วมกับการออกแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Design) เทคนิคนี้ทำให้แพทย์สามารถเห็นโครงสร้างจมูกทั้งหมดและแก้ไขได้อย่างละเอียด การใช้วัสดุจากร่างกาย เช่น กระดูกอ่อนจากหลังหูหรือซี่โครง ช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและแข็งแรงมากขึ้น

เสริมจมูกเทคนิค Close ด้วยทรง Unique Nose

เทคนิค Close ออกแบบทรงเฉพาะบุคคล Unique Nose เน้นการเสริมจมูกด้วยการออกแบบที่เข้ากับใบหน้าโดยเฉพาะ ใช้แผลขนาดเล็กในรูจมูกเพื่อปรับสันจมูกให้โด่งหรือปรับปลายจมูกให้เรียวขึ้น เทคนิคนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการการปรับแต่งไม่ซับซ้อน เช่น เพิ่มความโด่งสันจมูกหรือปรับปลายจมูกให้สมดุลกับใบหน้า

ติดต่อเรา/ปรึกษาแพทย์