สรุปสั้น UltraClear Laser , Coring Laser ตัวแรกของโลก
- Ultraclear Laser คือ การดึงหน้า เอาหนังส่วนเกินออก โดยไม่ต้องผ่าตัด
- เป็น Laser Coring ตัวแรก – ที่สามารถตัดเอาเนื้อในชั้นผิวออกเป็นจุดเล็ก ๆ ได้อย่างแม่นยำ
- ดึงหน้าได้แบบไม่ต้องผ่าตัด – ผิวที่ถูกตัดออกเป็นจุด ๆ จะเกิดการดึงกระชับ เกิดเป็นผลการของการดึงหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัด
- High-Speed Fiber Laser 2910 นาโนเมตร – เป็นเลเซอร์ชนิดใหม่ที่แรง เร็ว แม่นยำ และแทบไม่เกิดความร้อน (ต่างจากเลเซอร์ที่จับเม็ดสี หรือเลเซอร์แบบเก่า) จึงไม่เกิดรอยดำหลังการรักษา
- ทำได้ทั่วใบหน้า และลำตัว – รักษาได้ทั่วทั้งใบหน้า ลำคอ รอบดวงตา เปลือกตา ใต้ตา กรอบหน้า คอ และลำตัว
Ultraclear Laser เหมาะกับใครบ้าง?
- ต้องการดึงหน้า แต่ไม่ต้องการผ่าตัด หรือมีข้อห้ามในการผ่าตัด
- ผิวมีหนังส่วนเกินมาก และคุณภาพผิวเสีย ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการผ่าตัดดึงหน้าเพียงอย่างเดียว
- ต้องการดึงหน้า พร้อมแก้ปัญหาคุณภาพผิวไปพร้อมกัน
- มีริ้วรอยลึก ริ้วรอยตื้น ผิวเสีย ผิวขาดความยืดหยุ่น
Ultraclear Laser คืออะไร
Ultraclear คือ เลเซอร์ที่ตัดหนังส่วนเกิน และดึงหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการใช้เทคโนโลยี Laser Coring หรือการตัดผิวหนังส่วนเกินออกเป็นจุดเล็ก ๆ (ได้ถึง 6-8%ของบริเวณที่ทำการรักษา) ทำให้ผิวหนังเกิดการหดตัวกระชับเข้าหากัน ตึงกระชับ และลดริ้วรอยลึกได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
นอกจากการตัดผิวออกเป็นจุดเล็ก ๆ ด้วย Laser Coring แล้ว Ultraclear ยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวตั้งแต่ชั้นตื้น ถึงชั้นลึก และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เพิ่มความยืดหยุ่นผิว แก้ปัญหารอยแดง รอยดำ กระแดด และปรับผิวให้เรียบเนียน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ได้มากกว่าการผ่าตัดดึงหน้า ที่ผิวจะตึงขึ้นแต่คุณภาพผิวไม่ดีขึ้นด้วย (ทำให้ผลลัพธ์ผ่าตัดดึงหน้าอยู่ได้ไม่นาน ถ้าคุณภาพผิวไม่ดี)
การทำ Ultraclear เพื่อดึงหน้า จึงเหมาะกับท่านที่ผิวหย่อนคล้อยปานกลางถึงมาก ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีแผลผ่าตัด ไม่ต้องการพักฟื้นนาน และต้องการคุณภาพผิวที่ดีขึ้นมากกว่าแค่ความตึงของผิวด้วย
5 จุดเด่นของ UltraClear Laser
1.) ตัวเลือกใหม่ของการดึงหน้า แบบไม่ต้องผ่าตัด
ด้วยเทคโนโลยี Laser Coring ทำให้ผิวตึงกระชับ จากการตัดผิวหนังส่วนเกินออก (มากถึง 6-8% ของบริเวณที่ทำการรักษา) ร่วมกับการกระตุ้นคอลลาเจนผิวถึงชั้นลึก เกิดเป็นการตึงกระชับของผิว เหมือนการดึงหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัด
2.) แก้ปัญหาผิว เพิ่มความยืดหย่อน ลดรอยดำ รอยแผลเป็น ได้พร้อมกับการดึงหน้า
จากการตัดผิวออกทุกชั้นผิว ของ Laser Coring จึงเป็นการตัดผิวที่มีปัญหาออกไปด้วย ผิวที่ทำการรักษาจึงดีขึ้นทั้งสีผิว รอยแดง รอยดำ กระแดด รอยแผลเป็น และยังเกิดการกระตุ้นคอลลาเจนด้วย ผิวจึงกระจ่างใสขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น อ่อนเยาว์ลง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ได้จากการผ่าตัดดึงหน้า
3.) เหมาะกับทุกสภาพผิว ทำได้แม้ในท่านที่ผิวเข้ม
หากเป็นเลเซอร์ที่เกิดความร้อนทั่ว ๆ ไป มักจะทำให้เกิดรอยดำหลังการรักษาได้ โดยเฉพาะในท่านที่สิผิวเข้ม แต่ Ultraclear เป็น laser ชนิดใหม่ที่เรียกว่า Fiber Laser ซึ่งจะทิ้งความร้อนไว้บริเวณที่รักษาน้อยมาก ๆ ทำให้ความเสี่ยงของการไหม้ รอยแผลเป็น หรือรอยดำหลังการรักษาน้อยมาก ๆ จึงปลอดภัยในทุกสีผิว และทุกสภาพผิว
4.) ใช้เวลาทำน้อย เจ็บน้อย พักฟื้นน้อย
ด้วยการยิงในความเร็วสูงมาก (สูงถึง 2,112 ครั้ง ภายใน 0.5 วินาที) ทำให้การรักษาใช้เวลาไม่มาก (ทำได้เร็วสุด ภายใน 15 นาที) และเจ็บน้อย (ร่วมกับการแปะยาชา หรือฉีดยาชา) สามารถทำได้โดยไม่ต้องดมยาสลบเหมือนกันผ่าตัดดึงหน้า และการฟื้นตัว ก็ใช้เวลาเพียง 1 อาทิตย์ เหมือนกับเลเซอร์ปรับสภาพผิว (เช่น Picosecond laser) ไม่ต้องพักฟื้นนานเหมือนการผ่าตัด
5.) ผ่านมาตรฐาน US FDA ในการรักษาหลายปัญหาผิว
UltraClear Laser ผ่านมาตรฐาน US-FDA ในหลากหลายปัญหาผิว นอกจากการดึงหน้า ทั้งการรักษาริ้วรอย แผลเป็น หลุมสิว รอยดำ รอยแดง จึงมั่นใจได้ในประสิทธิภาพในระยะยาวของการรักษาผิวหน้า
กลไกการทำงาน ของ UltraClear Laser Coring
UltraClear ใช้หลักการ Laser Coring ซึ่งเป็นกลไกที่ตัดผิวหนังเก่าออกเป็นจุดเล็ก ๆ ในระดับไมครอน โดยที่ไม่ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้างเกิดความเสียหาย ไม่ใช่แค่การลอกผิวออก ไม่ใช่แค่การผลัดเซลล์ผิว หรือการเจาะผิวแบบเลเซอร์อื่น ๆ แต่เป็นการตัดผิวหนังบางส่วนออกจริง ๆ จึงเป็นเลเซอร์ที่สามารถมาทดแทนการดึงหน้าได้ ในท่านที่ไม่ต้องการผ่าตัด
UltraClear ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า IntelliPulse™ ในการควบคุมพลังงานของเลเซอร์ให้สม่ำเสมอ และแม่นยำ ดังนั้นถึงแม้จะเป็นเลเซอร์ที่การทำงานที่ดูซับซ้อน แต่เหมาะกับทุกสภาพผิว แม้ผิวเข้มที่มักเสี่ยงต่อรอยดำจากเลเซอร์แบบอื่นๆ
ขั้นตอนการทำงานของ UltraClear
1. ตัดผิวหนังออก ในระดับไมครอน : เลเซอร์จะปล่อยพลังงานออกมาเป็นจุดเล็ก ๆ เพื่อตัดผิวออกตลอดชั้นผิวหนัง (ทั้งหนังกำพร้าและหนังแท้) ซึ่ง UltraClear สามารถตัดลงไปได้ลึกถึง 3-5 mm มากกว่าค่าเฉลี่ยของผิวหนังใบหน้าที่หนา 2 mm
2. ลงพลังงานซ้ำในจุดเดิม อย่างรวดเร็ว แม่นยำ : UltraClear จะมีการลงพลังงาน ที่ต่างกัน ซ้ำในจุดเดิมเพื่อตัดผิวอย่างรวดเร็ว (ได้สูงถึง 2,112 ครั้ง ภายใน 0.5 วินาที) ทำให้การตัดผิวหนังทำได้อย่างแม่นยำ ซึ่งการตัดผิวหนัง สามารถทำได้ถึง 6-8% ของบริเวณที่ต้องการดึงกระชับ (ขึ้นกับแพทย์ผู้รักษาพิจารณา ว่าจะตัดออกมากน้อยแค่ไหน) โดยการตัดจะไม่ได้ตัดออกทั้งหมด แต่เป็นการเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม เพื่อให้เซลล์ผิวหนังรอบข้างฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว
3. ผิวเกิดการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว และไม่เกิดรอยดำ : ด้วย Laser ชนิดใหม่ 2910 nm fiber laser ที่สามารถตัดผิวออกได้ โดยทิ้งความร้อนไว้รอบข้างน้อยมาก ๆ (ประมาณ 5% เท่านั้น) จึงทำให้ผิวฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และสามารถทำได้แม้ในผิวเข้ม (ที่มักเกิดรอยดำง่ายหลังทำเลเซอร์)
4. ผิวหดตัว และสร้างคอลลาเจนใหม่ : บริเวณผิวที่ถูกตัดไป จะถูกดึงปิดจากผิวรอบข้างที่เข้ามาชนกัน ร่วมกับการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ผิว ทำให้ผิวตึงกระชับ และมีคุณภาพผิวที่ดีมากยิ่งขึ้น
เปรียบเทียบ UltraClear กับเลเซอร์ชนิดอื่น
จริง ๆ แล้ว ultraclear ที่ใช้ Laser coring ในการตัดผิวหนังออกจริง ๆ นับเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เหมือนเลเซอร์แบบเดิม จึงไม่สามารถเปรียบเทียบกันตรง ๆ กับเลเซอร์อื่น ๆ ได้ แต่หากเปรียบเทียบกับเลเซอร์ที่ใกล้เคียงกัน น่าจะเป็นในกลุ่มของเลเซอร์ชนิดที่ทำให้เกิดแผล (Ablative Laser) ซึ่งเคยนิยมในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ได้มีการใช้มากนักเพราะข้อจำกัดบางอย่างในการรักษา เข่น
- Er:YAG Laser : 2940 nm ปลอดภัยกับผิว ไม่ทิ้งรอยดำ แต่พลังงานต่ำมาก ลงได้ตึ้นมากจึงเป็นคุณสมบัติเหมือนการผลัดเซลล์ผิวชั้นบนสุดออกเท่านั้น พักฟื้นน้อยพอ ๆ กับ UltraClear แต่ทิ้งความแดงไว้นาน 3-4 สัปดาห์
- CO2 Laser : 10,600 nm ลงพลังงานได้ลึกขึ้น แต่เกิดความร้อนรอบ ๆ เลเซอร์สูง จึงช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ลึกขึ้น และช่วยให้ผิวกระชับได้บ้างจากความร้อนที่เกิดขึ้น แต่ก็แลกกับโอกาสเกิดรอยดำหลังรักษาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในผิวสีเข้ม และยังต้องพักฟื้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ส่วนรอยแดงก็เป็นได้ถึงหลายสัปดาห์
- Ultraclear Laser : 2910 nm ลงพลังงานได้ลึกสุด ตัดผิวหนังทุกชั้นออกได้จริง โดยเกิดความร้อนน้อยมาก จึงไม่ใช่ให้ผลแค่การผลัดเซลล์ผิว แต่เป็นการตัดผิวออกบางส่วนจริง ๆ โดยโอกาสเกิดรอยดำหลังเลเซอร์น้อยมาก และระยะเวลาฟื้นตัวก็น้อยกว่ามากเพียง 5-7 วัน และแดงน้อยกว่า 2 สัปดาห์
- Picosecond Laser : หลายท่านเห็นว่าหลังทำ ผิวหนังจะมีความแดงคล้าย Picosecond Laser จึงอาจมีการทำงานคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้ว UltraClear กับ Picosecond Laser เป็นเทคโนโลยีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะ Pico จะใช้การทำให้เม็ดสีเกิดการแตกตัว (Photoacoustic Effect) เกิดเป็นพลังงานในชั้นหนังแท้ แล้วเกิดการกระตุ้นคอลลาเจนขึ้น แต่ Pico ไม่ได้ตัดเนื้อออกจริง ๆ เหมือนกับการทำ UltraClear จึงไม่สามารถแก้ปัญหาผิวหนังส่วนเกิน และไม่สามารถให้ผลดึงหน้า หรือการยกกระชับได้ แต่เหมาะกับการรักษาลดเม็ดสี ฝ้า กระ หรือกระตุ้นคอลลาเจนชั้นตื้น ๆ ทำให้ผิวละเอียดขึ้นเล็กน้อย มากกว่า
โดยสรุป UltraClear Laser ถือว่าเป็นเลเซอร์ที่แตกต่างจาก เลเซอร์อื่น ๆ ที่มีมาก่อน มีหน้าที่ที่แตกต่างจากเลเซอร์อื่น โดยเฉพาะคุณสมบัติทดแทนการผ่าตัดดึงหน้า เลเซอร์ Ultraclear เป็นตัวเดียวที่สามารถตัดผิวหนังส่วนเกินออกได้จริง พร้อมกับโอกาสผลข้างเคียงที่น้อยมาก
UltraClear Laser เหมาะกับใคร
1. ตั้งแต่อายุ 20-60+ : Ultraclear เป็นเลเซอร์ดึงหน้า ที่ทำได้กับทุกช่วงวัยขึ้นกับปัญหาที่มี แต่สำหรับการทำเพื่อการดึงหน้า แนะนำให้เริ่มทำได้ดังแต่อายุ 35+ ปี ขึ้นไป ยกเว้นในท่านที่ผิวเสีย หย่อนคล้อย จากแสงแดดมาก ๆ ก็สามารถทำได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ
2. ต้องการดึงหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัด : ด้วยกลไก Laser Coring ที่ตัดผิวหนังส่วนเกินออก ได้มากถึง 6-8% จึงสามารถใช้แทนการดึงหน้าได้ ในท่านที่ไม่ต้องการผ่าตัด ถึงแม้จะมีการหย่อนคล้อยอย่างมากแล้ว (จำนวนครั้งที่ทำ จะแตกต่างกันไปตามปัญหาของแต่ละท่าน)
3. แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยรุนแรง : ท่านที่ผิวหย่อน ผิวเสียมาก ๆ ขาดความยืดหยุ่น จากอายุและแสงแดด การผ่าตัดดึงหน้าก็อาจไม่แก้ปัญหาได้ทั้งหมด ริ้วรอยลึก ๆ รอยยับต่าง ๆ บนใบหน้าอาจไม่ดีขึ้น การทำ UltraClear สามารถตัดผิว แก้ปัญหาผิวได้ทุกชั้นพร้อม ๆ กัน นอกจากผลด้านการดึงหน้าแล้ว ยังได้ผลเรื่องการปรับแก้ผิวให้ตึงกระชับ ปรับสีผิว และริ้วร้อยลึกๆ ได้อีกด้วย
4. มีปัญหาผิวไม่เรียบ แผลเป็น หลุมสิว : ด้วยการตัดผิวหนังออก จึงสามารถเอาผิวหนังส่วนที่มีปัญหาออกได้อย่างเจาะจง จึงช่วยเรื่องแผลเป็น หลุมสิว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ผิวไม่สม่ำเสมอ : ทั้งสีผิว รอยแดง รอยดำ กระแดด สามารถแก้ได้พร้อม ๆ กันกับการดึงหน้า ด้วย laser coring ที่ตัดผิวที่มีปัญหาสีผิวออกไป และทำให้ผิวสมานโดยไม่เกิดความร้อน โอกาสเกิดรอยดำจึงน้อยมากๆ
6. ต้องการดึงหน้า แบบพักฟื้นน้อย เจ็บน้อย : UltraClear ใช้เวลาทำน้อย (15-30 นาที) และพักฟื้น 5-7 วัน เมื่อเทียบกับการผ่าตัดดึงหน้า ที่ต้องใช้เวลาผ่าตัดนานหลายชั่วโมง ต้องดมยาสลบ และยังต้องพักฟื้นหลายสัปดาห์ ดูแลหลังการผ่าตัดเป็นเวลานาน พร้อมต้องทนความเจ็บหลังผ่าตัดด้วย การดึงหน้าด้วย UltraClear จึงเหมาะกับท่านที่ต้องการผลลัพธ์การดึงหน้า โดยไม่ต้องพักฟื้นนาน และเจ็บน้อยกว่า
7. ผิวสีเข้ม : ท่านที่มีผิวสีเข้ม มักมีความเสี่ยงการเกิดรอยดำ หลังการทำเลเซอร์ชนิดใดก็ตาม (ที่ทำให้เกิดความร้อน) แต่เพราะ UltraClear เป็นเลเซอร์ที่แทบไม่เกิดความร้อนเลย จึงทำได้แม้มีผิวสีเข้มก็ตาม
UltraClear Laser 6 โปรแกรม ดึงหน้าพร้อมปรับสภาพผิว
นอกจาก Laser Coring ที่เป็นโหมดหลักในการตัดผิว เพื่อดึงหน้าแล้ว UltraClear Laser ยังประกอบด้วยโหมดอื่น ๆ เพื่อใช้แก้ปัญหาผิวประกอบกันไปด้วย หลักการรักษาดึงหน้าจึงไม่ใช่ได้แค่ความตึงกระชับ แต่ได้คุณภาพผิวที่ดีขึ้น ลดรอยแดง รอยดำ รอยแผลเป็น หลุมสิว ปรับผิวโดยรวมให้เรียบเนียนขึ้นได้อีกด้วย โดยจะมี 3 โปรแกรมหลัก ๆ ที่ใช้ในการรักษาคือ Laser Coring , Ultra Mode และ Clear mode
1. Laser Coring Mode – Non-Surgical Facelift Alternative
- เป็นโปรแกรมหลัก ที่ใช้การตัดผิวออก ด้วยการลงพลังงานเป็นจุดเล็ก ๆ (ที่ประกอบจากจุดเล็กมาก ๆ หลาย ๆ จุดรวมกัน)
- ตัดผิวลึกทั้งชั้นผิวหนัง จึงตัดได้ทั้งหนังส่วนเกิน ริ้วรอยลึก ผิวหย่อนคล้อย รวมถึงแผลเป็นต่างๆ
- ให้ผลการดึงหน้า และแก้ปัญหาผิวที่อยู่ถึงชั้นลึกได้
2. Ultra Clear Mode
- ลงพลังงานเป็นวงกลมโดนัท ตัดผิวชั้นตื้น และชั้นลึกพร้อม ๆ กัน
- รักษาริ้วรอย รอยย่นรอบ ๆ ปาก รอยย่นรอบ ๆ ดวงตา เปลือกตา ใต้ตา ริ้วรอยบริเวณแก้ม หน้าผาก
- มักทำร่วมไปกับโหมด Laser Coring เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดึงหน้า ทำให้ผิวเรียบเนียน ดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้นไปด้วย
3. 3D Miracle Mode (Clear Mode)
- ลงพลังงานเป็นวงกลมโดนัท ชั้นนอกสุดของผิวหนัง (Stratum Corneum)
- ตัดผิวที่ไม่สม่ำเสมอภายนอก และผิวที่เสียจากแสงแดด
- ใช้ยิงทั่ว ๆ ใบหน้า หลังการรักษาด้วย Coring Mode แล้ว เพื่อปรับสภาพผิวโดยรวมให้ขาวใสเรียบเนียนยิ่งขึ้น
การเลือกใช้ Mode ยังสามารถแบ่งตามกลุ่มอายุ ซึ่งมักมีปัญหาผิวที่แตกต่างกันไปได้อีกด้วย ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ทำการประเมินว่า จากสภาพผิวแล้วจะต้องใช้ Mode อะไรร่วมด้วยอีกบ้าง นอกจากการทำ Coring laser ตัดผิวเพื่อดึงหน้า
โดยในช่วงอายุตั้งแต่ 30 ปลาย ๆ จนถึง 80+ แนะนำให้ทำ Laser Coring เพื่อตัดผิวดึงหน้า พร้อมไปกับการใช้ mode อื่น ๆ เพื่อปรับสภาพผิว แก้ปัญหาผิวไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งต้องตรวจประเมินกันเป็นบุคคลไป
ส่วนในท่านที่อายุน้อย ช่วง 20-30 หากต้องการแก้ปัญหาที่เลเซอร์อื่น ๆ แก้ไม่ได้ เช่น มีผิวคล้ำ หลุมสิวลึก ๆ แผลเป็น หรือผิวเสียมาก ๆ จากสาเหตุใดก็ตาม ก็สามารถใช้โหมดการรักษาอื่น ๆ ทั้ง Ultra หรือ Clear ได้เช่นกัน
Before & After Results
งานวิจัยล่าสุดโดย Murray et al., 2024 ยืนยันถึง ประสิทธิภาพของ fiber laser 2910 nm ในการรักษาภาวะผิวชราจากแสงแดด ผิวชราจากวัย ริ้วรอยลึก และรอยแผลเป็น โดยให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและได้รับความพึงพอใจจากผู้ป่วยสูง
จากการศึกษาพบว่า UltraClear Laser
- ช่วยให้ผิวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีคะแนน Global Aesthetic Improvement Scale (GAIS) เฉลี่ยอยู่ที่ 3.8 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ "ดีขึ้นชัดเจนมาก" หลังทำครบ 3 ครั้ง
- ใช้เวลาเพียง 5-7 วัน ในการฟื้นตัว ซึ่งเร็วกว่าการพักฟื้นของเลเซอร์ชนิด Ablative แบบเดิม
- ได้รับความพึงพอใจจากผู้ป่วยสูงถึง 86.7% ของผู้เข้ารับการรักษา



ขั้นตอนการทำ UltraClear
1. การเตรียมผิวก่อนทำ
- งดการทาผิวด้วยครีมหรือยา ที่ผลัดเซลล์ผิว เช่น AHA , BHA , Retinol 3-5 วัน ก่อนการทำ UltraClear
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ๆ หรือกิจกรรมกลางแจ้งหนัก ๆ 3 วัน
- ต้องไม่มีการติดเชื้อรุนแรงบนใบหน้า เช่น เริม สิวอักเสบมาก ๆ ก่อนการรักษา
2. ขั้นตอนการทำ UltraClear Laser
- ทำความสะอาดผิว : ทำความสะอาดใบหน้า ให้พร้อมกับการรักษา
- แปะยาชา : แปะยาชาอย่างน้อย 45 นาที
- หากมีความกังวลเรื่องความเจ็บมาก อาจพิจารณาใช้การลดปวดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นร่วมด้วย (แพทย์เป็นผู้พิจารณาให้เหมาะกับแต่ละท่าน)
- เช็ดยาชา และทำความสะอาดใบหน้าด้วยยาฆ่าเชื้อ
- ยิงเลเซอร์ ทุกตำแหน่งบนใบหน้า และใช้ mode ทั้ง Coring , Ultra และ Clear ตามปัญหาสภาพผิวของแต่ละท่าน
- ขั้นตอนการยิงเลเซอร์ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีโดยเฉลี่ย ขึ้นกับปัญหาผิว
- หลังทำเสร็จทันที แพทย์จะทำการทาชา ลดอาการแสบร้อนที่ผิว และใช้การประคบเย็น ลดอาการแสบร้อน ซึ่งจะมีได้ประมาณ 30 นาทีหลังทำ
3. ขั้นตอนการดูแลหลังทำ UltraClear Laser
- 24 ชั่วโมงแรก : อาจมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ จากผิวที่ตัดหนังออกได้ แต่จะไม่มีอาการปวดหรือเจ็บ ซึ่งเลือดจะซืมออกมาในช่วง 3 ชั่วโมงแรก และออกเล็กน้อยจนถึง 12 ชั่วโมงได้ ให้ใช้ไม้พันสำลีปลอดเชื้อกดซับเลือดได้ งดล้างหน้าใน 24 ชั่วโมงแรก ให้เช็ดหน้าด้วยน้ำเกลือแทน ทายาที่ได้รับจากทางคลินิก เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา และทายาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อของผิวหนัง ทาได้ทุก 4-6 ชั่วโมง อย่าปล่อยให้ผิวแห้ง หลีกเลี่ยงแสงแดด
- 24-72 ชั่วโมง หลังรักษา : สามารถล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าได้ งดใช้โฟม หรือสบู่ล้างหน้า ทายาที่ได้รับจากคลินิก ทุก 4-6 ชั่วโมง ให้ผิวชุ่มชื้นตลอดเวลา หลีกเลี่ยงแสงแดด ยังไม่ควรทาครีมกันแดด
- วันที่ 3-7 : ล้างหน้าได้ด้วยโฟม หรือสบู่ที่อ่อนโยน ผิวจะลอกบาง ๆ เป็นขุย ๆ จากเซลล์ผิวที่ถูกกำจัดออก ห้ามขัดผิว ห้ามแกะ อาจมีรูขุมขนอักเสบได้บ้างในบางท่าน สามารถทายาของทางคลินิก และใช้การรักษาของทางคลินิก ผิวจะแดงน้อยลงเรื่อย ๆ และเริ่มหายดีในช่วงนี้ ให้ทายาให้ชุ่มชื้นอย่างต่อเนื่อง เลี่ยงการใช้สกินแคร์อยู่ เลี่ยงการถูกแสงแดด
- วันที่ 7-14 : ผิวกลับมาเนียนใส สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ สามารถใช้สกินแคร์ได้ปกติ และทาครีมกันแดดได้ปกติ
หลังทำวันแรก ผิวจะบวมแดง และมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ แต่อาการจะหายอย่างรวดเร็วภายใน 5-7 วัน ขึ้นกับสภาพผิว และระดับการยิงรักษาของแต่ละท่าน การดูแลในช่วงหลังทำ เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ซึ่งแพทย์ที่อิสสวีร์คลินิกจะมีการนัดติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมโปรแกรมการดูแลเฉพาะสำหรับผู้รับบริการดึงหน้าด้วย UltraClear
คำถามที่พบบ่อย
1. UltraClear เจ็บไหม
ความเจ็บของการทำ Laser Coring มีความเจ็บระดับนึง แต่เมื่อใช้การแปะยาชา ร่วมกับวิธีการลดเจ็บชนิดอื่น ๆ ก็สามารถลดความเจ็บขณะทำได้ จนเหลือ 0-2 เต็ม 10 ได้ (ทั้งนี้วิธีการลดปวด ขึ้นกับการพิจารณาของแพทย์ที่ทำการรักษา)
2. UltraClear ต้องทำกี่ครั้ง
การทำเพียง 1 ครั้งก็สามารถได้ผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว แต่ในท่านที่มีปัญหามาก หรือต้องการผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น อาจทำได้ 2-3 ห่างกันทุก 3-6 เดือน โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาจำนวนครั้งที่เหมาะสม
3. UltraClear เห็นผลเมื่อไหร่
ผลลัพธ์การดึงหน้า สามารถเห็นได้ทันทีหลังทำ ประมาณ 20% จากการหดตัวของผิวหนัง และจะเห็นชัดเจนมากสุดในช่วง 3-6 เดือน ซึ่งมีการสร้างคอลลาเจนใหม่แล้ว
ส่วนผลของผิวหนังจะเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ 7-14 วันหลังทำ
4. UltraClear อยู่ได้นานแค่ไหน
ผลของ UltraClear ในการตัดผิวหนังออก เป็นการตัดออกไปเลยอย่างถาวร ผลลัพธ์จึงอยู่ได้นานอย่างน้อย 1-2 ปี ก่อนที่ผิวจะค่อย ๆ หย่อนลงตามธรรมชาติ ตามปัจจัยเรื่องอายุ พฤติกรรม การดูแล และ lifestyle
5. หลังทำแต่งหน้าได้ไหม
หลังทำ 3 วันแรก (72 ชั่วโมง) แนะนำให้หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าอย่างเคร่งครัด หลัง 72 ชั่วโมง สามารถแต่งได้หากมีความจำเป็น แต่โดยทั่วไป แนะนำให้รอจนถึง 7 วัน จึงเริ่มแต่งหน้าได้
6. ใครที่ไม่ควรทำ UltraClear
- คนท้อง หรือให้นมบุตร
- มีแผลเปิดที่ผิวหนัง
- มีการติดเชื้อที่ผิวหนังอยู่ เช่น เริม สิวอักเสบมาก ๆ
- มีผื่นผิวหนังอักเสบอยู่
- มีโรคประจำตัว ที่อาจรบกวนการหายของแผล เช่น โรคภูมิแพ้ตัวเอง SLE , Scleroderma
- หากเพิ่งทำหัตถการฉีดสารต่าง ๆ บนใบหน้า เช่น ฟิลเลอร์ , biostimulator ควรรออย่างน้อย 4-6 สัปดาห์
7. UltraClear ราคาเท่าไหร่
ราคา Ultraclear ในการดึงหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัด ขึ้นกับตำแหน่งที่ทำ ปัญหาของคนไข้ พื้นที่ที่ทำ จำนวนการยิงที่ใช้ และจำนวน mode ที่ใช้ ซึ่งราคาขั้นต่ำจะอยู่ที่ 50,000+
ทั้งนี้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล และตามเทคนิคที่แพทย์ใช้ในการรักษา เพราะเลเซอร์ UltraClear เป็นเลเซอร์ที่ต้องใช้ความชำนาญอย่างมาก ในการตั้งค่าพลังงาน ระดับความลึก และรายละเอียดต่าง ๆ ในเชิงเทคนิค เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ทำให้ราคาแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานบริการ
